วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยเชียงใหม่

เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยเชียงใหม่ 
JIAOGULAN FROM CHIANGMAI THAILAND 
เจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพจากเชียงใหม่  

 เจียวกู้หลานธรรมชาติให้คุณค่าสมุนไพรครบถ้วนกว่าน่าใช้กว่าราคาถูกกว่า ปลอดภัยจากสารเคมีเจือปน เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยของเชียงใหม่ ให้ประโยชน์ครบเครื่องกว่า ใช้บำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้อวัยวะ ใช้เสริมยาหมอให้การรักษาของหมอดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง หลอดเลือดตีบอุดตัน สมุนไพรในเจียวกู้หลานมีคุณสมบัติเป็นสารอาหารเสริมสามารถใช้คู่กับยาหมอได้ดีไม่ขัดแย้ง ไม่ลดหรือทำลายสรรพคุณของยาหมอเห็นผลการรักษาของหมอได้ชัดเจน สมุนไพรในเจียวกู้หลานธรรมชาติเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพใช้ป้องกันเสริมสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น ความเสื่อมของอวัยวะและขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ ปลอดภัยกว่าเจียวกู้หลานทั่วๆ ไป เพราะเป็นเจียวกู้หลานจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่งใดๆ เช่น สารเคมีป้องกันเชื้อรา สารเคมีป้องกันการบูดเน่า สารปรุงแต่งสี รสชาด และกลิ่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าของเม็ดเลือดต่ำลง เจียวกู้หลานธรรมชาติให้ประโยชน์ครบในตัวของสมุนไพรที่คุณไม่จำเป็นต้องเติมหรือเสริมสมุนไพรใดๆให้การจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มขึ้นไป เช่นนำเจียวกู้หลานมาผสมกับสมุนไพรอื่น อาทิเช่น ชามิกซ์ ต่างๆ ทำให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นได้ผลเท่ากัน ชามิกซ์ส่วนใหญ่มีเจียวกู้หลานเป็นส่วนประกอบ
สมุนไพรเจียวกู้หลานเป็นพืชสมุนไพรที่ธรรมชาติให้มนุษย์

     เจียวกู้หลานเป็นสมุนไพรที่ใช้แก้ปัญหาของเราเรื่องสุขภาพที่มีปัญหาสุขภาพที่มีปัญหา ตามงานวิจัย ทางวิชาการที่กล่าวไว้ว่าเจียวกู้หลานสามารถช่วยเราได้หลายปัญหา อาทิเช่น ปัญหาโรคเบาหวาน ปัญหาความดันโลหิตสูง ปัญหาไขมันในหลอดเลือดมากเกินไปทำให้เกิดอาการเสี่ยงในเรื่องหัวใจขาดเลือดหรือเส้นเลือดในสมองตีบ อันจะส่งผลถึงโรคร้ายที่จะทำลายสุขภาพของเรา เราใช้เจียวกู้หลานมาช่วยด้วยเหตุผลที่ว่า หลายๆ คนได้รับการรักษาจากผู้มีความชำนาญการเช่น หมอ แต่อาการยังไม่หายสักที่ มีการเพิ่มยาเคมีให้เราทานอยู่เสมอๆ อาการเบาหวานไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร อาศัยข้อมูลทางวิชาการนำมาเป็นส่วนประกอบให้เราตัดสินใจใช้สมุนไพรเจียวกู้หลานเหมือนหลายๆ คนที่ได้ทดลองนำไปใช้แล้วได้ผล ด้วยผลประโยชน์สูงสุดจะต้องเป็นของผู้ใช้ จึงขอแนะนำให้ใช้ควบคู่กับยาหมอแล้วให้หมอเป็นผู้ลดยาลง และเป็นผู้สั่งให้เราเลิกทานยาในที่สุด
     คนทั่วโลกให้ความสนใจสมุนไพรใช้ต่อต้านโรคภัยได้หลายชนิด สมุนไพรเจียวกู้หลานเป็นหนึ่งในสมุนไพรใช้ป้องกันโรคได้ มีสถิติการเจ็ยป่วยและเสียชีวิตจากโรคในปัจจุบันมาก ทำให้หลายคนเลือกที่จะมาใช้สมุนไพรเพื่อป้องกันและรักษาโรคมากขึ้น เจียวกู้หลานเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจ เจียวกู้หลานมีประโยชน์คือ 
เจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพดีต่อสุขภาพ - ควรได้อาหาร 5 หมู่ ดูเพิ่มเติม 
   ข้อมูลเชิงวิชาการ อธิบายไว้ว่า เจียวกู้หลานมีโอสถสารที่ใช้จัดการโรคได้ เช่น เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็งบางชนิด ผลวิจัยกล่าวอีกว่า เจียวกู้หลานมีโอสถสาร ชื่อว่า Gypenosides มีฤทธิ์ต้าน อนุมูลอิสระ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดการอักเสบของอวัยวะ ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ยับยั้งการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ลดไขมันในเลือด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการเติบโตของเซลมะเร็งบางชนิด ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ป้องกันการเกิดพิษของสารที่เป็นพิษต่อตับ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการของโรคในกลุ่ม โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็งได้ ปลอดภัยไม่มีพิษตกค้าง เป็นอมตะสมุนไพร ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนี้ ทำให้เจียวกู้หลาน ได้รับรางวัลนสมุนไพรดีเด่นยอดเยี่ยมจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ปี 2548 เป็นข้อมูลที่สนับสนุนว่าสมุนไพรเจียวกู้หลานมีประโยชน์ให้คุณค่าสมุนที่น่าใช้  ดูอ้างอิง     สมุนไพรที่ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ปี 2548 เจียวกู้หลานธรรมชาติเป็นเจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพจากเชียงใหม่บ้างก็เรียกว่าเจียวกูหลาน เจียวกู่หลาน เจียวกู เจียวกูหลัน เบญจขันธ์ ปัญจขันธ์ Jiaogulan สายพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย เจียวกู้หลาน ให้คุณค่าสมุนไพรไทย 2 ประเภท บำรุง ป้องกัน เจียวกู้หลานที่จำหน่าย คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร เจียวกู้หลานได้รับรางวัลยอดเยี่ยมปี 2548 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจียวกู้หลานแบบชาจีนเจียวกู้หลานแบบชาถุง สมุนไพรเจียวกู้หลานชาเม็ด สั่งซื้อเจียวกู้หลาน เจียวกู้หลานธรรมชาติเป็นเจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพจากเชียงใหม่บ้างก็เรียกว่าเจียวกูหลาน เจียวกู่หลาน เจียวกู เจียวกูหลัน เบญจขันธ์ ปัญจขันธ์ Jiaogulan สายพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย เจียวกู้หลาน ให้คุณค่าสมุนไพรไทย 2 ประเภท บำรุง ป้องกัน เจียวกู้หลานที่จำหน่าย คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร เจียวกู้หลานได้รับรางวัลยอดเยี่ยมปี 2548 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจียวกู้หลานแบบชาจีนเจียวกู้หลานแบบชาถุง สมุนไพรเจียวกู้หลานชาเม็ด      งานวิจัยยังระบุต่อไปอีกว่า โอสถสารในเจียวกู้หลานมากกว่า 80 ชนิด ในเจียวกู้หลาน ทำให้เจียวกู้หลานกำลังได้รับความสนใจจากผู้รักสุขภาพเนื่องจากการใช้ธรรมชาติบำบัดปลอดภัยกว่าไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเคมีและยาปฎิชีวนะรักษาโรคทั่วไป เจียวกู้หลานที่ให้โอสถสารเสริมสร้างให้ภูมิคุ้มกันร่างกายสามารถต้านโรคความดันโลหิตสูง,โรคเบาหวาน,โรคหัวใจ,โรคมะเร็ง และควรเป็นเจียวกู้หลานที่มีลักษณะใด ประเภทไหน เพราะเจียวกู้หลาน มีมากกว่า 50 สายพันธุ์และวิธีผลิตที่ต้องถูกต้องตามหลักวิชาการเท่านั้นจึงจะมีฤทธิ์จัดการอนุมูลอิสระ 
เสริมสร้างให้ภูมิคุ้มกันร่างกายสามารถต้านและลดระดับน้ำตาลในเลือด,ลดการอักเสบของอวัยวะ ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร,ยับยั้งการเกาะตัวของเกร็ดเลือด,ลดไขมันในเลือด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการเติบโตของเซลมะเร็งบางชนิด ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ป้องกันการเกิดพิษของสารที่เป็นพิษต่อตับ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการของโรคในกลุ่ม โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ดูอ้างอิง  
     เจียวกู้หลานเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในเอเซีย เจียวกู้หลานชนิดที่เป็นยาอาจพบได้ในบางพื้นที่เท่านั้น การเลือกใช้สมุนไพรเจียวกู้หลานจึงควรพิจรณาเนื่องจากเจียวกู้หลานมีการผลิตกันหลายแหล่ง เจียวกู้หลานบางชนิดผลิตด้วยกรรมวิธีไม่ถูกต้อง สรรพคุณของสมุนไพรจะลดลง ปริมาณการใช้เจียวกู้หลานให้ได้โอสถสารเป็นสิ่งสำคัญควรได้รับโอสถสารตามหลักวิชาการจึงจะได้ผล และนี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ หลายท่านใช้เจียวกู้หลานแล้วไม่ได้ผล บางคนเลิกใช้เจียวกู้หลานไปเลยเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเสียโอกาส ก่อนเลือกซื้อเจียวกู้หลานควรทำความเข้าใจกับเจียวกู้หลานก่อนว่าเจียวกู้หลานมีกีประเภท เจียวกู้หลานชนิดไหนดีสำหรับคุณ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้เจียวกู้หลาน       เจียวกู้หลานฟอร์ยูตระหนักถึงคุณภาพของเจียวกู้หลานที่พึงจะคงคุณค่าสมุนไพรไว้เพื่อประโยชน์ของผู้ต้องการใช้สมุนไพรเจียวกู้หลานเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ผลิตเจียวกู้หลานจากเจียวกู้หลานธรรมชาติหรือเจียวกู้หลานป่า เป็นสายพันธุ์ที่ให้ค่าสมุนไพรมากกว่าไม่มีสาร แคตเมี่ยม ตกค้างเหมือน เจียวกู้หลานทั่วไป ท่านเลือกใช้ได้ตามความต้องการเจียวกู้หลานธรรมชาติเป็นเจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพจากเชียงใหม่บ้างก็เรียกว่าเจียวกูหลาน เจียวกู่หลาน เจียวกู เจียวกูหลัน เบญจขันธ์ ปัญจขันธ์ Jiaogulan สายพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย เจียวกู้หลาน ให้คุณค่าสมุนไพรไทย 2 ประเภท บำรุง ป้องกัน เจียวกู้หลานที่จำหน่าย คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร เจียวกู้หลานได้รับรางวัลยอดเยี่ยมปี 2548 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจียวกู้หลานแบบชาจีนเจียวกู้หลานแบบชาถุง สมุนไพรเจียวกู้หลานชาเม็ดเปรียบเทียบเจียวกู้หลาน เจียวกู้หลานธรรมชาติเป็นเจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพจากเชียงใหม่บ้างก็เรียกว่าเจียวกูหลาน เจียวกู่หลาน เจียวกู เจียวกูหลัน เบญจขันธ์ ปัญจขันธ์ Jiaogulan สายพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย เจียวกู้หลาน ให้คุณค่าสมุนไพรไทย 2 ประเภท บำรุง ป้องกัน เจียวกู้หลานที่จำหน่าย คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร เจียวกู้หลานได้รับรางวัลยอดเยี่ยมปี 2548 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจียวกู้หลานแบบชาจีนเจียวกู้หลานแบบชาถุง สมุนไพรเจียวกู้หลานชาเม็ดเลือกเจียวกู้หลานที่ดีอย่างไร เจียวกู้หลานธรรมชาติเป็นเจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพจากเชียงใหม่บ้างก็เรียกว่าเจียวกูหลาน เจียวกู่หลาน เจียวกู เจียวกูหลัน เบญจขันธ์ ปัญจขันธ์ Jiaogulan สายพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย เจียวกู้หลาน ให้คุณค่าสมุนไพรไทย 2 ประเภท บำรุง ป้องกัน เจียวกู้หลานที่จำหน่าย คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร เจียวกู้หลานได้รับรางวัลยอดเยี่ยมปี 2548 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจียวกู้หลานแบบชาจีนเจียวกู้หลานแบบชาถุง สมุนไพรเจียวกู้หลานชาเม็ดเจียวกู้หลานทั่วๆไป   เจียวกู้หลานสมุนไพรธรรมชาติ      คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร ผ่านกระบวนการและกรรมวิธี ที่ควบคุมเป็นอย่างดี มีความปลอดภัย สำหรับบริโภค ได้รับ อย เพื่อประกันความมั่นใจในคุณภาพของเจียวกู้หลานของเรา เสริมสุขภาพ  

 สมุนไพรเจียวกู้หลานเป็นหนึ่งในสมุนไพรใช้ป้องกันโรคได้ มีสถิติการเจ็ยป่วยและเสียชีวิตจากโรคในปัจจุบันมาก ทำให้หลายคนเลือกที่จะมาใช้สมุนไพรเพื่อป้องกันและรักษาโรคมากขึ้น เจียวกู้หลานเป็นสมุนไพรที่น่าสนใจ   การรับประทานเจียวกู้หลานธรรมชาติจากเจียวกู้หลานฟอร์ยูในรูปแบบชาชง การรับประทานเจียวกู้หลานธรรมชาติจากเจียวกู้หลานฟอร์ยูในรูปแบบชาถุงชง เจียวกู้หลานธรรมชาติเจียวกู้หลานป่าปรับสมดุลร่างกายแข็งแรงเพื่อต่อต้านโรค-รูปเจียวกู้หลานรูปที่5 เจียวกู้หลานฟอร์ยูราคาพิเศษสำหรับลูกค้าติดต่อทาง อินเตอร์เน็ต  

เจียวกู้หลานสมุนไพรไทยผลิตจากเจียวกู้หลานป่าให้คุณภาพสมุนไพรมากกว่าเจียวกู้หลานทั่วไป สมุนไพรเจียวกู้หลานจากเชียงใหม่ โอสถสารในเจียวกู้หลานมากกว่า 80 ชนิดใช้ป้องกันโรค จัดการโรค เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็งบางชนิด ปลอดภัยกว่าไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเคมีและยาปฎิชีวนะรักษาโรคทั่วไป
เจียวกู้หลานชาถุง เจียวกู้หลานธรรมชาติเป็นเจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพจากเชียงใหม่บ้างก็เรียกว่าเจียวกูหลาน เจียวกู่หลาน เจียวกู เจียวกูหลัน เบญจขันธ์ ปัญจขันธ์ Jiaogulan สายพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย เจียวกู้หลาน ให้คุณค่าสมุนไพรไทย 2 ประเภท บำรุง ป้องกัน เจียวกู้หลานที่จำหน่าย คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร เจียวกู้หลานได้รับรางวัลยอดเยี่ยมปี 2548 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจียวกู้หลานแบบชาจีนเจียวกู้หลานแบบชาถุง สมุนไพรเจียวกู้หลานชาเม็ดเจียวกู้หลานสมุนไพรไทยผลิตจากเจียวกู้หลานป่าให้คุณภาพสมุนไพรมากกว่าเจียวกู้หลานทั่วไป สมุนไพรเจียวกู้หลานจากเชียงใหม่ โอสถสารในเจียวกู้หลานมากกว่า 80 ชนิดใช้ป้องกันโรค จัดการโรค เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็งบางชนิด ปลอดภัยกว่าไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเคมีและยาปฎิชีวนะรักษาโรคทั่วไป
คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร ผ่านกระบวนการและกรรมวิธี ที่ควบคุมเป็นอย่างดี มีความปลอดภัย สำหรับบริโภค ได้รับ อย เพื่อประกันความมั่นใจในคุณภาพของเจียวกู้หลานของเรา
สมุนไพร เจียวกู้หลานเปรียบเทียบที่เราจำน่าย กับ เจียวกู้หลานสมุนไพรจาก ท้องตลาด      เจียวกู้หลานป่าก้านเล็กกว่าเจียวกู้หลานปลูก ใบเล็กไม่ใช้กรรมวิธีการผลิตชา จะทำลายคุณสมบัติสมุนไพร ตามท้องตลาดเป็นสายพันธุ์เจียวกู้หลานใบใหญ่ ขนาดของใบจะเล็กก่อนพองตัวในน้ำร้อนและส่วนใหญ่เป็นเจียวกู้หลานนำเข้าจากประเทศจีน
เปรียบเทียบเจียวกู้หลานธรรมชาติ สมุนไพร เจียวกู้หลานเปรียบเทียบที่เราจำน่าย กับ เจียวกู้หลานสมุนไพรจากท้องตลาด เจียวกู้หลานป่าก้านเล็กกว่าเจียวกู้หลานปลูก ใบเล็กไม่ใช้ กรรมวิธีการผลิตชา จะทำลายคุณสมบัติสมุนไพร ตามท้องตลาดเป็นสายพันธุ์เจียวกู้หลานใบใหญ่ ขนาดของใบจะเล็กก่อนพองตัวในน้ำร้อนและส่วนใหญ่เป็นเจียวกู้หลานนำเข้าจากประเทศจีน เจียวกู้หลานสมุนไพรเปรียบเทียบ
สมุนไพร เจียวกู้หลาน จัดส่งสมุนไพรให้ถึงมือท่าน
ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดย ไปรษณีย์ไทย 3 - 5 วันทำการ
เจียวกู้หลานจัดส่งโดยไปรษณีย์ไทย เจียวกู้หลานธรรมชาติเป็นเจียวกู้หลานสมุนไพรไทยคุณภาพจากเชียงใหม่บ้างก็เรียกว่าเจียวกูหลาน เจียวกู่หลาน เจียวกู เจียวกูหลัน เบญจขันธ์ ปัญจขันธ์ Jiaogulan สายพันธุ์ที่ดีที่สุด ปลอดภัย เจียวกู้หลาน ให้คุณค่าสมุนไพรไทย 2 ประเภท บำรุง ป้องกัน เจียวกู้หลานที่จำหน่าย คัดเอาเฉพาะส่วนที่ให้คุณค่าทางสมุนไพร เจียวกู้หลานได้รับรางวัลยอดเยี่ยมปี 2548 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจียวกู้หลานแบบชาจีนเจียวกู้หลานแบบชาถุง สมุนไพรเจียวกู้หลานชาเม็ด

สมุนไพร เจียวกู้หลาน จัดจำหน่ายโดย เจียวกู้หลานฟอร์ยู เชียงใหม่
99 / 62 หมู่ที่ 12 ตำบล สันนาเม็ง อำเภอ สันทราย จังหวัดเชียงใหม่

โทร 081 603 2249  FAX 053 398 767

E-MAIL pirote2000@hotmail.com guide2544@yahoo.com

งานวิจัยเจียวกู้หลานจากแหล่งที่เชื่อถือได้
เรื่องเจียวกู้หลานนำเสนอจากกรม วิทยาศาสตร ์การแพทย์และอื่นๆ 
     เจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู่หลาน ( JIAOGULAN ) สมุนไพร พื้นบ้าน ประกอบด้วยสารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิดเช่น สาร GYPENOSIDES ในเจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู่หลาน ( JIAOGULAN ) เป็นสารที่มีโครงสร้างของส่วนประกอบคล้ายที่พบในโสม มีมากว่าโสมถึง 27 เท่า เป็นสารที่ช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์ ช่วยในการเพิ่ม ประสิทธิภาพต่อ การสั่งงานของสมอง ช่วยในการสร้าง SOD ตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง
      เจียวกู้หลาน Gynostemma pentaphyllum ( Thunb ) Makino 
วงศ์ Cucurbitaceae เป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเขตร้อนและเขตอบอุ่นของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และกระจายพันธุไปในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ต่างๆ ของโลก เจริญเติบโตไดดีในที่ชุ่มชื้น ทั้งที่โล่งแจ้ง และที่ร่ม ตั้งแต่ที่ราบต่ำจนถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล ให้ผลให้สรรพคุณคือ ลดน้ำตาลในเลือด ลดและต้านการอักเสบ ป้องกันตับจากการเกิดพิษ ต้านอนุมูลอิสระ ให้ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ลดระดับไขมันในเส้นเลือด ฤทธิ์ต่อต้านเซลมะเร็ง 
     เจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู่หลาน - JIAOGULAN ( GYNOSTEMMA PENTAPHYLLUM )เป็นพืชเถาที่มีสรรพคุณ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่รู้จักของชาวจีน ตั้งแต่อดีตเป็นอย่างดี ได้รับสมญานามว่า เซียนเถา ( XIANCAO ) แปลว่าสมุนไพรอมตะหรือ โสมใต้ ( Southern Ginseng ) และของ ญี่ปุ่น เรียกว่า อมาซาซูรู มีคุณประโยชน์ที่พร้อมสรรทั้งในเชิงป้องกันและบำรุงร่างกาย จนได้รับ ความสนใจจาก นัก วิทยาศาสตร์ ในต่างประเทศในการค้นคว้าวิจัย ถึงสรรพคุณ ของเจียวกู้หลาน หรือ เจียวกู่หลาน (JIAOGULAN ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยจนได้การยกย่องให้เป็น สุดยอดของสมุนไพรแห่งชาติ ปี 2548 ให้ผลให้สรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด 
      โรคเบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณน้ำตาล ในเลือดสูงเกินปกติ พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่คนที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ คนที่ มีอายุมากาว่า 40 ปีขึ้นไป และคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผู้ที่มีร่างกายอ้วน จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้มาก เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สาเหตุของโรค คือ ตับอ่อน สร้างฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ ช่วยให้ร่างกาย เผาผลาญอาหาร ได้น้อยหรือไม่ได้เลย จึงทำให้ ร่างกายไม่สามารถ นำน้ำตาลไปใช้ได้ จึงเกิดอาการ คั่งของน้ำตาล ในกระแสโลหิต และในอวัยวะต่าง ๆ และจะถูกร่างกายขับทิ้ง ในรูปของของเสียโดยอวัยวะ ที่เรียกว่า ไต โรคเบาหวานแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ  ที่มีอาการสาเหตุ ความรุนแรง และการรักษาต่างกัน  ได้ความว่า
      เบาหวานชนิดพึ่งพา อินซูลิน เป็นชนิดที่พบได้น้อย แต่มีความรุนแรงสูงและอันตรายมาก มักพบในเด็กและคนที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี และ อาจพบในคนสูงอายุได้บ้าง โดยที่ตับอ่อนของผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทนี้จะสร้าง หรือ ผลิต อินซูลินได้น้อยหรือ ไม่ได้เลยเชื่อว่าเกิด จากร่างกาย สร้างภูมิขึ้นมาต่อต้านและทำลายตับของตนเอง จนไม่สามารถ สร้างอินซูลิน ได้เรียกว่า โรคภูมิแพ้ต่อตัวเอง ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องฉีด อินซูลินเข้าไปทดแทน ในร่างกาย ตามที่แพทย์สั่ง ทุกวัน จึงจะสามารถ เผาผลาญน้ำตาลได้ตามปกติ มิฉะนั้น ร่างกายจะเผาผลาญไขมันจนทำให้ผอมอย่างรวดเร็ว และถ้าเป็นรุนแรง จะมีการคั่งของสาร คีโตน ซึ่งเป็นของเสีย ที่เกิดจากการเผาผลาญไขมัน สารนี้มีพิษต่อระบบประสาท ทำให้ผู้ป่วยหมดสติถึงตายได้
    เบาหวานชนิดไม่พึ่งพา อินซูลิน เป็นชนิดที่พบเป็นส่วนใหญ่ ในคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป เป็นโรคที่ซับซ้อน ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากกรรมพันธุและสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะ มีภาวะการผิดปกติของกระบวนการเมตาบอริซึม และความบกพร่องในการ หลั่งสารอินซูลิน เมื่อถูก กระตุ้นด้วย กลูโคส ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเบาหวาน
     เมื่อเกิดภาวะร่างกาย ไม่ตอบสนอง ต่อ อินซูลิน ขึ้นร่างกายก็จะพยายามปรับ ตัวเองเพื่อให้ระดับ น้ำตาลในเลือด อยู่ในสภาวะปกติ โดยเพิ่มการหลั่ง อินซูลินจาก ส่วนประกอบของ ดับอ่อนที่เรียกว่า B -cell ทำให้เกิด ภาวะ อินซูลินในเลือดสูง ในขณะเดียวกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเองก็ยังเป็นสาเหตุของ ทำให้เกิด โรคแทรกซ้อนขึ้น
     การควบคุมภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทำได้โดยต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย รวมทั้งยารักษาเบาหวาน แต่ก็ยัง มีข้อจำกัด เกิดอาการไม่พึงประสงค์ 
สถาบันวิจัย สมุนไพร กรทวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุข ได้ทำการศึกษา ลดฤทธิน้ำตาล ด้วยสารสกัดจาก เจียวกู้หลาน พบว่าสามารถลดได้ในห้องทดลอง จากรายงานของ Poomecome W ( อ้างอิง Poomecome W Hypoglycemic activity of Extract From Gynostemma Pentaphyllum Makino. [ Thesis ] Faculty of Graduate Studies, ChiangMai University 1999 ) ได้รายงานสรุปรวมความว่า 
      สรรพคุณที่มีอยู่ใน เจียวกู้หลาน จะทำกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งสารอินซูลิน และยับยั้ง การดูดซึมกลูโคส ในทางเดินอาหาร จากรายงานการศึกษา ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า เจียวกู้หลาน จะกระตุ้น การหลั่ง อินซูลิน และยับยั้งการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหาร ให้ผลให้สรรพคุณในการต้านการอักเสบ
     MR. LIM และ คณะ ( อ้างอิง LIM JM, Lin CC, Chiu HF, Jang JJ, Lee SG. Evalution of anti-inflammatory and liver protect effects of Anoectochilus formosanus, Ganoderma lucidum and Gynostemma pentaphyllum in rats. Am J Chin Med 1993; 21 (1) : 59-69 ) ได้ทำการทดลองนำ เจียวกู้หลาน แห้งไปสกัด ด้วยน้ำ จากนั้น นำน้ำสกัดไปทดสอบฤทธิ์ต้านอักเสบในหนูขาว พบว่าสามารถต้าน การอักเสบ ลดการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ 
      คณะผู้วิจัยของสถาบันสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สกัดสารจากเจียวกู้หลานเช่นกัน และก็ได้ผล คือ สารสกัดจากเจียวกู้หลานสามารถ ลดการอักเสบ ได้ ( อ้างอิง สถาบันวิจัย สมุนไพร กรทวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณะสุข ISBN 974-7549-68-3 หน้า 21 )
ให้ผลให้สรรพคุณในการป้องกันตับจากการเกิดสารพิษ
จากรายงานการศึกษาฤทธิ์ ของเจียงกู้หลาน ในการป้องกันตับจากการเกิดสารพิษ พบว่า การให้สารสกัดด้วยน้ำ ของส่วนเหนือดิน ของเจียวกู้หลาน ขนาก 1 กรัม / กิโลกรัม ( คิดตามน้ำหนัก เจียวกู้หลานที่นำมาสกัด )แก่หนูขาวโดยฉีดเข้าทางช่องท้อง สามารถป้องกันตับ จากการเกิดสารพิษจาก CCI โดยหนูขาว ที่ได้รับสารสกัด จะมีปริมาณการเพิ่มของ เอ็มไซม์ และ การเกิดพยาธิ สภาพที่ตับน้อยกว่า กลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัด 
      นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่า Gypenoside ซึ่งเป็น Saponins ที่สกัดแยกได้จากเจียวกู้หลาน มีฤทธิ์ในการรักษา ภาวะการเกิดพิษเรื้อรังที่ตับที่ถูกเหนี่ยวนำโดย CCI4 และลดการเกิด Fibrosis ด้วย โดยพบว่า Gypenoside จะลดการเพิ่ม ของ SGOT, SGPT activities ในหนูขาวในห้องทดลอง ซึ่งตับถูกทำลาย ด้วย CCI4 เป็นเวลานานถึง 8 สัปดาห์ และยังทำให้ปริมาณ Collagen ลดลง 33 %
ให้ผลให้สรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ
     Li L และคณะศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ของ Gypenosides ซึ่งจากการทดลองโดยใช้ phagocytes, liver microsomes และ vascular endothelial cells พบว่า Gypenosides ทำ ให้ปริมาณ Superoxide-anion และ hydrogen peroxide ใน human neurophils ลดลง และลดขนาดของ chemiluminescent oxidative burst ที่เกิดจาก zymosan ใน human monocytes และ murine macrophages gypenosides ยังสามารถยับยั้งการเกิด Lipid peroidation ของ liver microsome และ vascular endothelial cells ที่เหนี่ยวนำด้วย Fe2+/cysteine, ascorbate/NADPH หรือ hydrogen peroxide นอกจากนั้นยังพบว่า gypenosides สามารถป้องกัน biomembrane จากการเกิด oxidative injury โดยช่วยให้ membrane fluidity ของ microsome และ mitochondria ของตับที่ลดลงกลับดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของ mitochondrial enzyme ใน vascular endothelial cells และลดการสูญเสีย intracellular lactate dehydrogenase ของเซลล์เหล่านี้
      เจียวกู้หลาน ให้ผลให้สรรพคุณในการลดไขมันในเลือด โดยกรมวิชาการเกษตรในปี 2543 กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำการวิจัยพบสารต้านอนุมูลอิสระ ถึง 3 ชนิด คือ
1. เควอซิติน ( Quercetin )
2. เคมเฟอรอล ( Kaempferol ) เป็นสารกลุ่ม ฟลาโวนอยส์ ( Flavonoids ) มีคุณสมบัติ
- ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก
- ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง
- ยับยั้งการก่อสารมะเร็งเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่
- ลดอาการแพ้ ยืดอายุเม็ดเลือดขาว
3. โพลีฟีนอล ( Polyphenols ) มีฟทธิ์ป้องกัยอนุมูลอิสระ ลดความเครียด เนื่องมากจากความไม่สมดุลของร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอกเลือดหัวใจ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร
ลดคลอเรสเตอรอล เจียวกู่หลาน ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอลชนิด LDL กรดไขมันที่เสีย ที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ จึงเท่ากับ ลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน รักษาสมดุลให้กรดไขมัน ชนิด HDL กรดไขมันดี ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้ดี และลดกรดไขมันอิสระที่เกิดขึ้นเกิดจากการแปรสภาพของกรดไขมันเสีย
    สมุนไพรประเภทชงคล้ายชา ( ไม่รวมชา ) ไม่มีสารคาเฟอีน จึงไม่ทำให้ เรานอนไม่หลับ

    ผลที่ได้จากงานวิจัยสารสกัดของเจียวกู้หลาน
สารสกัดของเจียวกู้หลาน saponin ( crude saponin fraction ) มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต และ อัตราการเต้น ของหัวใจของหนูขาว ที่สลับด้วย เพนโทบาบิบาล และจากการที่พบว่าสาร atropine หรือ chlorphennilamine สามารถต้านฤทธิ์ ในการลดความดัน โลหิตและลดอัตราการเต้นของหัวใจของสารสกัดลดลง ดังนั้นกลไกในการออกฤทธิ์จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับ histaminic และ cholinergic mechanism
    Tanner MA และคณะ ได้ศึกษาฤทธิ์ของเจียวกู้หลาน ในการขยายหลอดเลือด และกลไกการออกฤทธิ์ พบว่า สารสกัด gypenosodes จากเจียวกู้หลาน ขนาด 0.1-100 ไมโครกรัม ต่อ มิลลิลิตร มีฤทธิ์ ในการขยายหลอดเลือด โคโรนารี
ในหลอดทดลอง และ พบว่า สารสกัด จากเจียวกู้หลาน ทำให้การสร้าง nitric oxide ของเซลเพาะเลี้ยง bovine arotic endothelial เพิ่มขึ้นแบบ dose - dependent โดยไม่ทำให้เกิดอันตราย ต่อเซลล์ จึงเห็นได้ว่า สารสกัดจากเจียวกู้หลานมีฤทธิ์โดยตรงต่อการหลั่งสาร notric oxide แต่ไม่มีผลต่อการสร้างสารกลุ่ม prostanoidให้ผลให้สรรพคุณในการลดไขมันในเลือด 

      ในปี 2543 กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 
ได้ทำการวิจัยพบสารต้านอนุมูลอิสระ ถึง 3 ชนิด คือ
1. เควอซิติน ( Quercetin )
2. เคมเฟอรอล ( Kaempferol ) เป็นสารกลุ่ม ฟลาโวนอยส์ ( Flavonoids ) มีคุณสมบัติ
- ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก
- ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง
- ยับยั้งการก่อสารมะเร็งเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่
- ลดอาการแพ้ ยืดอายุเม็ดเลือดขาว
3. โพลีฟีนอล ( Polyphenols ) มีฟทธิ์ป้องกัยอนุมูลอิสระ ลดความเครียด เนื่องมากจากความไม่สมดุลของร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอกเลือดหัวใจ มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร
ลดคลอเรสเตอรอล เจียวกู่หลาน ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอลชนิด LDL กรดไขมันที่เสีย ที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ จึงเท่ากับ ลดความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน รักษาสมดุลให้กรดไขมัน ชนิด HDL กรดไขมันดี ทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้ดี และลดกรดไขมันอิสระที่เกิดขึ้นเกิดจากการแปรสภาพของกรดไขมันเสีย
สมุนไพรประเภทชงคล้ายชา ไม่มีสารคาเฟอีน จึงไม่ทำให้ เรานอนไม่หลับ

ผลที่ได้จากงานวิจัยสารสกัดของเจียวกู้หลาน
สารสกัดของเจียวกู้หลาน saponin ( crude saponin fraction ) มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต และ อัตราการเต้น ของหัวใจของหนูขาว ที่สลับด้วย เพนโทบาบิบาล และจากการที่พบว่าสาร atropine หรือ chlorphennilamine สามารถต้านฤทธิ์ ในการลดความดัน โลหิตและลดอัตราการเต้นของหัวใจของสารสกัดลดลง ดังนั้นกลไกในการออกฤทธิ์จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับ histaminic และ cholinergic mechanism
     Tanner MA และคณะ ได้ศึกษาฤทธิ์ของเจียวกู้หลาน ในการขยายหลอดเลือด และกลไกการออกฤทธิ์ พบว่า สารสกัด gypenosodes จากเจียวกู้หลาน ขนาด 0.1-100 ไมโครกรัม ต่อ มิลลิลิตร มีฤทธิ์ ในการขยายหลอดเลือด โคโรนารีในหลอดทดลอง และ พบว่า สารสกัด จากเจียวกู้หลาน ทำให้การสร้าง nitric oxide ของเซลเพาะเลี้ยง bovine arotic endothelial เพิ่มขึ้นแบบ dose - dependent โดยไม่ทำให้เกิดอันตราย ต่อเซลล์ จึงเห็นได้ว่า สารสกัดจากเจียวกู้หลาน มีฤทธิ์โดยตรงต่อการหลั่งสาร notric oxide แต่ไม่มีผลต่อการสร้างสารกลุ่ม prostanoid
ยกระดับสมุนไพรแทนยาแผนปัจจุบัน 
วัน 06/02/04 เวลา 22:04:13
หัวข้อ: สา'สุขกับสมุนไพร
      น.พ.สมทรง รักษ์เผ่า อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในขณะนั้น เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสมุนไพรที่มีศักยภาพในการรักษาโรคสูง เหมาะต่อการพัฒนาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และพาณิชย์ได้ดี
คือสมุนไพรปัญจขันธ์ หรือที่จีนเรียกว่า เจียวกู้หลาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gynostenuna pentaphyllum Makkino เป็นพืชล้มลุกชนิดเถา แพทย์ในญี่ปุ่น และ จีน ใช้เป็นยาต้านการอักเสบ แก้ไอ ซึ่งสารประเภท gypenoside ในพืชดังกล่าว สามารถลดระดับไขมันในเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกันยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ต้านการอักเสบ แก้ปวด และยับยั้งการเกาะตัวของเกร็ดเลือดได้ ในประเทศไทยปัจจุบันมีการปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่
      น.พ.สมทรง กล่าวต่อว่า ทางสถาบันวิจัยสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ดำเนินการศึกษา ฤทธิ์ของสารสกัดเจียวกู้หลาน พบว่าตัวยาที่สกัดได้แสดงฤทธิ์ยับยั้ง เอนไซม์เอชไอวี ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เชื้อเอชไอวีใช้ในการเพิ่มจำนวน และมีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในหลอดทดลอง ได้ดีเมื่อทำการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน และพิษเรื้อรังของสารสกัดจากเจียวกู้หลาน 
      ในสัตว์ทดลองพบว่ามีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ยังได้ทำการทดลองในอาสาสมัคร โดยการให้รับประทานสารสกัดในรูปของแคปซูลก็พบว่ามีความปลอดภัย จึงควรสนับสนุนการนำสมุนไพรนี้ มาใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน และเพื่อการส่งออก
ประโยชน์ในการดื่ม เจียวกู้หลาน เป็นประจำ
1. ลดคลอเรสเตอรอล จากผลงานวิจัยของหลายสถาบัน ที่เชี่ยวชาญพบว่า
เจียวกู่หลาน ช่วยปรับลดระดับคลอเลสเตอรอล ที่ทำให้เกิดการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ ลดความเสี่ยง ในการเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน ช่วยทำให้เกิดกระบวนการการเผาผลาญไขมันได้ดี จึงลดไขมันไม่ให้สะสมตามผนังหลอดเลือด เนื่องจากภายในตัวของ ชาเองมีใยธรรมชาติที่ละลายน้ำจึงดูดซับไขมัน แล้วขับถ่ายทิ้งไป
2. เจียวกู้หลานช่วยเรื่องสมดุลของความดันเลือดในร่างกาย ช่วยทำให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพช่วยปรับการทำงานของหัวใจ ในสภาวะ ระดับความดันโลหิตต่ำ ช่วยการขยายตัวของหลอดเลือด เมื่อร่างกายมีความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ของการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และการเต้นของหัวใจ รวมทั้งป้องกันการ เกาะตัวของเกล็ดเลือดด้วย 
3.  เจียวกู้หลานช่วยให้ ระบบการย่อยอาหารเป็นไปตามปกติ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การดื่มเจียวกู่หลานเป็นประจำ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย มีผลให้ผู้ดื่ม  เจียวกู้หลาน ลดน้ำหนักลดน้ำหนักส่วนเกินไปในตัว
4. เมื่อระบบร่างกายทำงานเป็นปกติ สมองก็จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมน ของร่างกายมีความสมดุล ร่างกายจึงกระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายความตึงเครียดของเส้นประสาท จึงทำให้เรานอนหลับได้เป็นปกติ
5. เจียวกู้หลานช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของเซลล์ในร่างกายของผู้ดื่ม มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ 
ที่เกิดขึ้นได้ในร่างกายของเราทุกคน มีผลทำให้ การเกิดมะเร็งลดต่ำลง
6. การนำสมุนไพรนี้ มาใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพของท่าน เมื่อไม่เจ็บป่วย จึงลดการใช้ยาแผนปัจจุบัน ช่วยชาติประหยัดเงินตราต่างประเทศ ส่งเสริมการใช้สมุนไพร และเป็นการอนุรักษ์ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งเป็นมรดกล้ำค่าของประเทศต่อไป

สมุนไพรเจียวกู้หลาน ( เบญจขันธ์ ) 
    ในปี 1977 มีคนจีนคนหนึ่งชื่อ ศิว์สื้อ หมิง เป็นเภสัชกรจบมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่งเขาได้เข้าทำงานที่ สถาบันวิจัยพืชสมุนไพรนครอานดัง มณฑลส่านซี จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิปี 1982 เขาได้ลางานชั่วคราวเพื่อไปเยี่ยมบ้านที่อำเภอผิงลี่ระยะทางไกลประมาณ 50 กิโลเมตร ในช่วงที่เขาพักผ่อนที่บ้านก็ใช้เวลาเสาะแสวงหาสมุนไพรตัวใหม่ๆ ในอำเภอผิงลี่โดยไปพูดคุยกับชาวบ้าน และหมอพื้นบ้าน เพื่อหาข้อมูลของสมุนไพร 
     เขาได้พบสมุนไพรตัวใหม่ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า เสี่ยวโหม่จูเถิง 
ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาชาวบ้านที่เป็นโรคไขมันสูงในเส้นเลือด และโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างดี เขาดีใจมากที่ได้รับการยืนยันจากหมอพื้นบ้านและผู้ป่วยว่า สมุนไพรชนิดนี้ให้ผลการรักษาได้หลายโรคจริงๆ และยังเป็นสมุนไพรที่เขาแสวงหามานานหลายสิบปี เมื่อเขากลับมาที่ห้องทำงานของสถาบันวิจัยของเขา เขาก็ได้นำสมุนไพรดังกล่าวไปศึกษาวิจัยทันทีตามตำราแผนโบราณจีนซึ่งสมุนไพรชนิดนี้เรียกว่า เจียวกู้หลาน ซึ่งเริ่มแรกนั้น เจียวกู้หลาน เป็นอาหารที่ชาวบ้านใช้รับประทานแก้หิวยามฤดูแล้ง และนอกจากนี้ยังได้มีการบันทึกไว้ในตำรายาจีนด้วยว่าใช้เป็นยาแก้ไอและแก้ร้อนในต่างๆ ได้ดีอีกด้วย
    หลากหลายชื่อเจียวกู้หลาน
เจียวกู้หลานมีชื่อจีนหลายชื่อ เช่น ซีเย่ตั่น จิ้วฮวงเปิ้นเฉา และหนงเจิ้งเฉลียนหวู ในเมืองไทยเคยมีการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน เข้ามาปลูกครั้งแรกในปี 2527 เรียกชื่อไทยว่า ชาเบญจขันธ์ ชาทิกวนอิม หรือ ชาสตูล เพราะเคยนำมาปลูกที่จังหวัดสตูลได้ผลดีเป็นครั้งแรก ปัจจุบันมาการปลูกที่เชียงใหม่ เช่น ที่อุโมงค์ สวนพุทธธรรม เชียงใหม่ สันกำแพง และอีกหลายแห่งในประเทศไทย เจียวกู้หลาน มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ gynostemma pentaphyllum เป็นพืชล้มลุก ชนิดเถา เลื่อนขนานกับพื้นดิน รากงอกออกจากข้อเป็นประเภทแตงน้ำเต้ามีใบ ๓-๕ ใบ ด้านบนและด้านใต้ใบมีขนอ่อนสีขาวปกคลุม เป็นพืชขึ้นตามธรรมชาติ อีกทั้งต้นก็เจริญเติบโตง่าย เจริญงอกงามอยู่ตามเขาเฉินหลง และเขตมณฑลทางใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เจียวกู้หลานจึงถูกเรียกว่า โสมคนทางใต้
    ในประเทศไทย ทางกระทรวงเกษตรได้นำมาเผยแพร่นานแล้วแต่อาจจะมีปัญหาเรื่องการรักษาพันธุ์ ซึ่งยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก เพราะเป็นพืชล้มลุกและตายง่าย ในฤดูฝนจะหยุดการเจริญเติบโต ในขณะที่ส่วนใต้ดินยังเจริญดีอยู่ อย่างไรก็ตามมีผู้สนใจ และปลูกเจียวกู้หลานเป็นบางแห่งเพื่อผลิตเป็นเครื่องดื่มมีรสแตกต่างกันบ้าง รสหวานบ้าง รสขมบ้าง ในรูปของชาสมุนไพรเสริมสุขภาพออกจำหน่ายแล้ว ส่วน ที่นำมาใช้ คือ ส่วนเหนือดินของพืชที่มีอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป และเก็บจากต้นมาใช้ ได้ ๒-๓ ครั้งต่อปี นอกจากนี้องค์การเภสัชกรรมก็ได้มีกรศึกษาเบญจขันธ์ โดยการนำไปแพร่พันธุ์แบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและนำไปปลูกได้ดี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาคุณสมบัติของส่วนประกอบสำคัญในด้านยา และเครื่องสำอางอยู่อีกด้วย
คุณสมบัติทางเภสัช และคลีนิก
   พบว่าเจียวกู้หลานเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย และใช้รับประทานประจำได้ไม่ว่าจะใช้ทั้งต้น ใบ หรือจากการสกัด และสารสำคัญในเจียวกู้หลานยังมีส่วนประกอบในการกระตุ้นประสาทไม่ให้เกิดความผิดปกติ หรืออาการแพ้ใดๆ จากการทดลองพิสูจน์พบว่าเจียวกู้หลานที่สกัดออกมานั้น สามารถลดไตรกรีเซอร์ไรด์ ในเลือดของสัตว์ทดลองที่มีไขมันสูงได้ และลดสารที่ได้จากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เช่น ลิเปอร์ออกไซด์ คอเรสเตอรอล เพิ่มกำลังของหัวใจขาดเลือด ชะลอความชรา ยืดอายุของเซลล์และเพิ่มจำนวนอสุจิเป็นต้น กล่าวว่าเจียวกู้หลานมีสาร Ginsenosides คล้ายกับโสม และใช้เป็นยาบำรุงร่างกายมานานแล้ว สารสกัดจากเจียวกู้หลานจะเสริมสร้างการรวมตัวของโปรตีน และกรดในตับ เสริมสร้างเซลล์ไขกระดูก มีผลในการรักษาโรคในช่องอก และโรคโลหิตจาง บำรุงสมอง 
มีผลเพิ่มพลังต้านสภาพโรคที่เลวร้ายได้ เป็น ยาที่ใช้ระงับประสาทเป็นอย่างดี ตามรายงานว่าเจียวกู่หลานรักษาผู้ป่วยโรคหลอดลมเรื้อรังมากกว่า 500 ราย ผลการรักษาอยู่ในอัตราส่วนร้อยละ 79 และใช้รักษาโรคหลอดลมแข็งตัว ที่เป็นตัวทำให้เกิดความดันโลหิต ยังใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอย่างน่าพอใจ และโรคปวดหลังและยังสามารถต้านโรคมะเร็ง และโรคกระเพาะเป็นแผลได้ ผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานภายในปี 1985 มีการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เจียวกู้หลานที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีลิขสิทธิ์ประมาณ 8 ชนิด แสดงว่าเจียวกู้หลานมีสรรพคุณหลายด้าน ปัจจุบันในประเทศจีนได้เริ่มพัฒนาเจียวกู้หลานในรูปแบบชาชงดื่ม เช่น ชาจิ่วหลงกัน จากมณฑลฮกเกี้ยน ชาเวินเปา จากมณฑลกวางตุ้ง เจียวกู่หลานเข่าเล่อ ซีเย่ตันหนงเจี่ยง เป็นต้น คนจีนได้ทำการวิจัยยาประเภทบำรุงดองเหล้า เอี่ยนโซ่ว ที่ประกอบด้วยเจียวกู้หลาน ของโรงเหล้าหลงเอี๋ยนที่สินเจื่อและยาชง เจียวกู้หลานอีกด้วย
      ในประเทศจีนโดยเฉพาะสถาบันสมุนไพรอานดัง และมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ปักกิ่ง มีการวิจัยการใช้เจียวกู้หลานและศึกษาสรรพคุณในด้านเภสัชกรรมและด้านคลีนิคอย่างแพร่หลายพบว่า ชาเจียวกู้หลานมีสรรพคุณใช้บำรุงรางกายและรักษาโรคได้หลายด้าน ที่เด่นชัดคือ โรคเส้นเลือดใหญ่อุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตต่ำ และรักษาโรคปวดหลังข้างเดียว นอกจากนี้ยังมีผลในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่ายกายให้ดีขึ้น ระงับอาการทางประสาท ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น สดชื่น ลดความตื่นเต้น ชูกำลัง ต้านความอ่อนเพลีย ทำให้ชะลอความชรา มีความรู้สึกกระชุ่มกระชวย และยังสามารถใช้ได้อย่างไม่ต้องเกิดความกังวลว่าจะเกิดผลข้างเคียง ซึ่งประเทศไทยก็มีการนำ เจียวกู้หลานไปทำเป็นลูกกลอน และชาชงดื่ม เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายแล้ว
       นอกจากนี้เจียวกู้หลานยังมีสรรพคุณในการควบคุมเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในช่องท้อง มะเร็งตับ มะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งสำไส้ มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งตับอ่อน มะเร็งปอด มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม และอื่นๆ รวมกว่า ๒๐ชนิด ความสามารถในการควบคุมการแพร่เจริญของเซลล์มะเร็ง แพทย์จีนมีความเชื่อว่า เจียวกู้หลาน เป็นสมุนไพรสำคัญที่ใช้ในการป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็ง และโรคเอดส์ได้ในอนาคต 
ในปี 1987 กระทรวงสาธารณสุขของจีน ได้รับรองสมุนไพรเจียวกู้หลานอย่างเป็นทางการ ทำให้พืชสมุนไพรชนิดนี้มีบทบาทในด้านการส่งเสริมสุขภาพ และแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยมีการนำไปผสมกับตำรายาสมุนไพรอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มชนิดต่างๆ เครื่อง สำอาง ตลอดจนบุหรี่บางชนิดอีกด้วยเจียวกู้หลานจึง ได้รับความนิยมทั่วในประเทศจีนและในแถบเอเชียรวมได้ขยายในยุโรปและอเมริกา ด้วย 
สารประกอบสำคัญ
    จากการวิจัยในประเทศญี่ปุ่น และจีนพบว่า เจียวกู้หลานมีสาระสำคัญอย่างยิ่งที่คล้ายสารที่พบในโสม และสารบางชนิดยังมีมากกว่าด้วยซ้ำไป ตัวอย่างสารประกอบเหล่านี้คือ
1 ไกลโคไซด์ ( glycosides) ซึ่งมี dammarane skeleton 6 ตัว สูตรโครงสร้างคล้าย saponins ที่พบในรากโสม ( panaxginseng ) มากจึงทำให้เจียวกู้หลานมีรสชาติคล้ายโส
2 ซาโปนินไกลโคไซด์ ( saponinglycosides ) ที่สำคัญ คือgypenosides XVII ซึ่งพบได้ในโสม panax spp บางชนิดด้วย ซึ่งสารเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปของชาชงดื่มเมื่อชง ครั้งแรกเกิดฟองอากาศได้ง่าย
3 ก้านและใบ มีสาระสำคัญหลายชนิด ได้แก่กรดอินทรีย์ เช่น malonic acid และกลุ่มของสารพวกซาโปนิน มากกว่า ๕๐ ชนิด
4 สารสำคัญ สามารถพบได้อีก ๖๐ ชนิด และมีที่สำคัญอยู่ ๔ ชนิด ซึ่งเหมือนกับสารสำคัญที่มีอยู่ในโสม คือRB1, RB4, R1, F2 และสาร v-AH ซึ่งตรงกับสารในโสมคือ RG3 ถ้าใช้การหมักอย่างเหมาะสมจะได้สารสำคัญเหล่านี้ออกมาในปริมาณสูงกว่าโสม
5 แร่ธาตุ เจียวกู้หลานยังสามารถพบสารอาหาร กรดอินทรีย์ น้ำตาล กรดอมิโน และวิตามิน ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งสิ้น

การออกฤทธิ์และกลไกทางชีวภาพ
ในก้านและใบของสมุนไพรเจียวกู้หลาน มีสาระสำคัญทางชีวภาพหลายชนิด ดังต่อไปนี้
1 สารปรับสภาพให้ปกติ ( adaptogens) คือ ซาโปนิน ( saponin ) และไกลโคไซด์ ( glycoside ) สารดังกล่าวสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ชัดเจนมาก เช่น cyclophosphamid ทำให้อวัยวะที่สร้างภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มสารทำสายฮีม (hemolysin ) เพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกันประเภท naturalkiller cells หรือ NK cells ซึ่งมีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์แปลกปลอม และทำให้กลุ่มคนที่ดื่ม ชาหรือรับประทานเจียวกู้หลาน มีความแข็งแรงไม่อ่อนเพลียง่าย และทนต่อสภาวะการขาดออกซิเจน ( hypoxia)ได้ดี ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกาย
2 แอนติออกซิเดนท์ หรือสารต่อต้านออกซิเดนท์ คือ ซาโปนิน ชนิดgypenosideมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากสารพิษ สารเคมีจากภายนอกร่างกาย ช่วยการทำงานของ เมล็ดเลือดขาว ไมโคโซมของเซลล์ตับ และเซลล์ที่เคลือบผนัง เมล็ดเลือดแดง ป้องกัน การทำลายของเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วไป เพิ่มสภาวะของเหลว เพิ่มความแข็งตัวให้แก่เซลล์ และส่วนต่างๆภายในเซลล์ เช่น ไมโตคอนเดรียและไมโครโซมของเซลล์ตับ ต่อต้านออกซิเดชันของ LDL เพิ่ม HDL โรคที่เกิดจากผนังเส้นเลือดแข็งตัว โรคตับ และอาการอักเสบได้ 
3 สารคลายเครียด คือ ซาโปนิน มีฤทธิ์ต่อต้านการทำงานของระบบประสามส่วนกลาง
4 สารสกัดจากเจียวกู้หลาน มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ในสัตว์ทดลองได้ดีกว่ายาเคมีที่ใช้ต่อต้านการอักเสบเช่น lndomethacin และยับยั้งการแกะตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยสารอนุพันธ์ของอะดีนิน และสารอื่น เร่งการแยกตัวออกจากกันของเกล็ดเลือดได้อย่างชัดเจน ทำเกิดการยับยั้งการอุดตันเส้นเลือดได้ และยังกระตุ้นการสร้างเมล็ดเลือดได้อีกด้วย
5 สารสกัดลดไตรกลีเซอร์ไรด์ และโคเรสเตอรอล ในเลือดของสัตว์ทดลองที่มีไขมันสูง เพิ่มไขมันชนิดดี ( HDL) ลดไขมันชนิดเลว ( LDL) ลดสารไลปิดเปอร์ออกไซด์ ที่ได้จากปฎิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน เช่น โคเลสเตอรอล ฟอสโพไลปิด กรดไขมันอิสระ ช่วยเพิ่มพละกำลังในการบีบตัวของกล้ามเนื้อ หัวใจที่ขาดเลือด ชะลอความชรา ช่วยยืดอายุของเซลล์และเพิ่มจำนวนเชื้ออสุจิในผู้ชายได้
6 ป้องกันฤทธิ์ทางชีวภาพของรังสีแกมม่า ในการทำลายเม็ดเลือดขาว ทำลายระบบภูมิคุ้มกันในการสร้างสารภูมิคุ้มกันหรือสารแอนติบอดี และการทำงานของเซลล์ในม้าม ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น จึงสามารถนำมาช่วยบำบัดในผู้ติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์ได้
7 ใช้เป็นอาหาร ในอดีตชาวจีนใช้เป็นอาหารแก้หิวยามแล้ง บำรุงร่างกาย ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ลดความตื่นเต้น ชะลอความชรา และรักษาโรคหลายด้าน ที่เด่นชัดคือ โรคที่เส้นเลือดใหญ่อุดตัน โรคความดันโลหิตสูง ความตันโลหิตต่ำ โรคปวดหัวข้างเดียว
8 สรรพคุณในตำราจีน สารสกัดเจียวกู้หลานจะเสริมสร้างการรวมตัวของโปรตีนและกรดในตับ เสริมสร้างเซลล์กระดูก มีผลต่อการรักษาโรคในช่องอกและโรคโลหิตจาง โรคหลอดลมเรื้อรังและโรคหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิต โรคไขมันสูงในเลือด โรคหัวใจ บำรุงสมอง ระงับประสาท แก้ไอ แก้ร้อนในต่างๆ
9 ต่อต้านมะเร็ง เจียวกู้หลานสามารถต้านโรคมะเร็งในเยื่อบุผิวของหลอดอาหาร และป้องกันโรคแผลในกระเพาะอาหาร ควบคุมการเจริญของเซลล์มะเร็งในช่องท้อง ตับ ทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร สำไส้ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ปอด มดลูก เต้านม และอื่นๆ รวมกว่า ๒๐ ชนิด จากความสามารถนี้ แพทย์จีนจึงมีความเชื่อว่า เจียวกู้หลานอาจนำมาใช้ในการป้องกันหรือรักษามะเร็ง และโรคเอดส์ได้ในอนาคต
10 คุณสมบัติเทียบเท่าโสม เจียวกู้หลานไม่เพียงมีคุณสมบัติเทียบเท่าโสม แต่มีความปลอดภัยสามารถใช้ได้บ่อยและปริมาณมากกว่าโสม โดยไม่มีผลข้างเคียง ใช้รับประทานได้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของต้น ใบ หรือสารกัด นอกจากใช้เป็นอาหารและยาแล้ว ยังมีการนำเจียวกู้หลานมาเป็นเครื่องสำอางสำหรับผมและผิวด้วย

เจียวกู้หลานนำเสนอบทความเรื่องอนุมูลอิสระ

เจียวกู้หลานธรรมชาติ
 เจียวกู้หลานธรรมชาติให้คุณค่าสมุนไพรครบถ้วนกว่าน่าใช้กว่าราคาถูกกว่า ปลอดภัยจากสารเคมีเจือปน เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยของเชียงใหม่ ให้ประโยชน์ครบเครื่องกว่า ใช้บำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้อวัยวะ ใช้เสริมยาหมอให้การรักษาของหมอดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง หลอดเลือดตีบอุดตัน สมุนไพรในเจียวกู้หลานมีคุณสมบัติเป็นสารอาหารเสริมสามารถใช้คู่กับยาหมอได้ดีไม่ขัดแย้ง ไม่ลดหรือทำลายสรรพคุณของยาหมอเห็นผลการรักษาของหมอได้ชัดเจน สมุนไพรในเจียวกู้หลานธรรมชาติเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพใช้ป้องกันเสริมสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น ความเสื่อมของอวัยวะและขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ ปลอดภัยกว่าเจียวกู้หลานทั่วๆ ไป เพราะเป็นเจียวกู้หลานจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่งใดๆ เช่น สารเคมีป้องกันเชื้อรา สารเคมีป้องกันการบูดเน่า สารปรุงแต่งสี รสชาด และกลิ่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าของเม็ดเลือดต่ำลง เจียวกู้หลานธรรมชาติให้ประโยชน์ครบในตัวของสมุนไพรที่คุณไม่จำเป็นต้องเติมหรือเสริมสมุนไพรใดๆให้การจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มขึ้นไป เช่นนำเจียวกู้หลานมาผสมกับสมุนไพรอื่น อาทิเช่น ชามิกซ์ ต่างๆ ทำให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นได้ผลเท่ากัน ชามิกซ์ส่วนใหญ่มีเจียวกู้หลานเป็นส่วนประกอบ

อนุมูลอิสระ
ดร.พรทิพย์ วิรัชวงศ์
วิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์

โดยปกติจะมีการกล่าวถึงเฉพาะอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่เป็นสาเหตุการเกิด
ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในร่างกายเรา แต่แท้จริงแล้ว Reactive oxygen species (ROS) คือ
ตัวการสำคัญอีกตัวหนึ่ง โดย ROS จะรวมถึง โมเลกุลที่ว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาที่เป็นทั้ง
อนุมูลอิสระ (radicals) หรือที่ไม่เป็นอนุมูลอิสระ (nonradicals) ก็ได้

อนุมูลอิสระ (free radicals) หรือ ROS คือโมเลกุลหรืออิออนที่มีอิเลคตรอน
โดดเดี่ยว อยู่รอบนอกและมีอายุสั้นมากประมาณ 1 หรือ 10-3-10-10 วินาที จึงจัดว่าเป็นโมเลกุล
ที่ไม่เสถียรและว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยสามารถตรวจวัด ด้วย Electron Spin
Resonance (ESR) โมเลกุลหรืออิออนชนิดนี้เป็นตัวก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ตัวอย่างของ
อนุมูลอิสระ (free radicals) และ Reactive oxygen species (ROS) มีดังนี้

Superoxide anion radical O•2
Hydroxyl radical HO•
Peroxide radical ROO•
Peroxyl radical LOO•
Hydrogen peroxide H2O2
Ozone O3
Singlet oxygen 1O2
Hydrogen radical H•
Methyl radical CH• 3

ชนิดของอนุมูลอิสระสามารถแบ่งได้อย่างง่ายๆ คือ
1. อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการเมแทบอลิซึมของ
ร่างกายเอง
2. อนุมูลอิสระจากภายนอกร่างกาย
 2.1 การติดเชื้อ ทั้งจากแบคทีเรียและไวรัส
2.2 การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ (autoimmune diseses) เช่น ข้ออักเสบ
รูมาตอยด์ โรคเก๊าท์
2.3 รังสี
2.4 สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เช่น ควันเสียและเขม่าจากเครื่องยนต์ ควันบุหรี่
ยาฆ่าแมลง
2.5 การออกกำลังกายอย่างหักโหม
โดยหลักการทางเคมีอนุมูลอิสระ และ ROS เกิดโดย
1. ปฏิกิริยาการแยกอย่างสมมาตร (symmetric separation)
X - X ------> X• + X•
2. อนุมูลอิสระอื่นๆ
X• - HR ------> HX + R•

จากที่กล่าวมาแล้วว่าอนุมูลอิสระถูกสร้างขึ้นมาทั้งจากกระบวนการเมแทบอลิซึมของ
ร่างกายเอง และในภาวะที่ผิดปกติ เช่น ภาวะของโรค หรือภาวะที่ร่างกายแวดล้อมด้วยมลพิษ
โดยในภาวะที่ผิดปกติจะส่งผลให้ร่างกายเกิดการสะสมของอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจำเป็น
ที่ร่างกายต้องหาทางป้องกัน การโดนทำลายจากอนุมูลอิสระเหล่านั้น สิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อ
ปกป้องตัวเอง ก็คือระบบแอนตี้ออกซิ-แดนท์ (antioxidants) ซึ่งประกอบไปด้วยสารหรือเอนไซม์
ต่างๆ ที่ความเข้มข้นต่ำๆ ก็สามารถจะชะลอหรือป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของสาร (substrate)
ที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยา โดยสาร (substrate) เหล่านี้รวมถึงสารเกือบทุกชนิดในร่างกาย เช่น
โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ดีเอ็นเอ แต่อย่างไรก็ตามมีบางภาวะที่ปริมาณอนุมูลอิสระมีมากเกิน
กว่าที่ระบบแอนตี้ออกซิแดนท์จะจัดการได้ จะเกิดภาวะที่เรียกว่า oxidative stress ขึ้นมาซึ่งจะส่ง
ผลกระทบต่างๆ ต่อเซลล์สิ่งมีชีวิต เช่น การทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ของดีเอ็นเอ โปรตีน
คาร์โบไฮเดรต และเกิดการทำลายของกลุ่มโมเลกุลที่มีพันธะ S-H และเยื่อหุ้มเซลล์ ก่อให้เกิด
ผลเสียต่อเซลล์ และการทำลายเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุ ของการแก่ (aging) และรุนแรงไปถึงการเกิด
เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น เส้นเลือดตีบ โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน (autoimmune disease)
โรคที่เกิดจากการที่เลือดกลับไปเลี้ยงอวัยวะที่เคยมีการตีบตันของเส้นเลือดในระยะสั้นๆ มาก่อน
(reoxyge-nation injury, reperfusion injury) รวมไปถึงโรคมะเร็งเป็นต้น

การทำลายโมเลกุลที่เป็นต้นเหตุการเกิดของอนุมูลอิสระนับเป็นกลไกการทำงานของ
ระบบแอนตี้ออกซิแดนท์ที่สำคัญกลไกหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำงานที่อาศัยเอนไซม์หรือไม่ก็ได้

สารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่พบในร่างกายและจัดเป็นเอนไซม์ ได้แก่
Superoxide dismutase (SOD)
Catalase (CAT)
Glutathione peroxidase (GPX)
Glutathione reductase (GR)
Glutathione S-transferase (GST)

ส่วนสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่พบในร่างกาย แต่ไม่จัดเป็นเอนไซม์ ได้แก่
Glutathione
Lipoic acid
Ceruloplasmin
Albumin
Transferrin
Haptoglobin
Hemopexin
Uric acid
Bilirubin
Cysteine

ส่วนสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่พบในอาหารและไม่จัดเป็นเอนไซม์ ได้แก่
Tocopherols
Carotenoids
Ascorbic acid, Steroids, Ubiquinones, Thiols, Inosine, Taurine, Pyruvate
Gallic acid, Flavonoids
Trolox, BHT, BHA

สารแอนตี้ออกซิแดนท์เหล่านี้จะทำลายอนุมูลอิสระโดยการจับกับอนุมูลอิสระ ลดการเกิด
ปฏิกิริยา ณ จุดตั้งต้นหรือยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่

การหาขีดความสามารถในการเป็นตัวต้าน อนุมูลอิสระของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ส่วนใหญ่
ทำโดยอาศัยหลักการดังรูปที่ 1 นั่นคือ ขั้นแรกจะเป็นสร้างอนุมูลอิสระขึ้นมาก่อน แล้วจึงเติมสารแอนตี้-
ออกซิแดนท์ลงไป จากนั้นทำการตรวจวัดหาอนุมูลอิสระที่เหลือหลังจากการเกิดปฏิกิริยา ซึ่งหลักการนี้
สามารถนำไปใช้ได้อย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับการเลือกชนิดของตัวกำเนิดอนุมูลอิสระ และชนิดของตัว
ตรวจวัดอนุมูลอิสระ ดังแสดงในตารางที่ 1 เป็นวิธีการตรวจวัดขีดความสามารถของสารแอนตี้ออกซิแดนท์
ในการยับยั้งอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นวิธีที่มีการใช้อย่าง แพร่หลายและรายงานไว้โดยนักวิจัยกลุ่มต่างๆ

เจียวกู้หลานนำเสนอบทความเรื่องตับเกิดเป็นพิษ


เจียวกู้หลานธรรมชาติ


 เจียวกู้หลานธรรมชาติให้คุณค่าสมุนไพรครบถ้วนกว่าน่าใช้กว่าราคาถูกกว่า ปลอดภัยจากสารเคมีเจือปน เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยของเชียงใหม่ ให้ประโยชน์ครบเครื่องกว่า ใช้บำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้อวัยวะ ใช้เสริมยาหมอให้การรักษาของหมอดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง หลอดเลือดตีบอุดตัน สมุนไพรในเจียวกู้หลานมีคุณสมบัติเป็นสารอาหารเสริมสามารถใช้คู่กับยาหมอได้ดีไม่ขัดแย้ง ไม่ลดหรือทำลายสรรพคุณของยาหมอเห็นผลการรักษาของหมอได้ชัดเจน สมุนไพรในเจียวกู้หลานธรรมชาติเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพใช้ป้องกันเสริมสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น ความเสื่อมของอวัยวะและขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ ปลอดภัยกว่าเจียวกู้หลานทั่วๆ ไป เพราะเป็นเจียวกู้หลานจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่งใดๆ เช่น สารเคมีป้องกันเชื้อรา สารเคมีป้องกันการบูดเน่า สารปรุงแต่งสี รสชาด และกลิ่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าของเม็ดเลือดต่ำลง เจียวกู้หลานธรรมชาติให้ประโยชน์ครบในตัวของสมุนไพรที่คุณไม่จำเป็นต้องเติมหรือเสริมสมุนไพรใดๆให้การจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มขึ้นไป เช่นนำเจียวกู้หลานมาผสมกับสมุนไพรอื่น อาทิเช่น ชามิกซ์ ต่างๆ ทำให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นได้ผลเท่ากัน ชามิกซ์ส่วนใหญ่มีเจียวกู้หลานเป็นส่วนประกอบ

ทำอย่างไรเมื่อตรวจพบว่าตับเกิดความเสียหาย
นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์        

  ตับเป็นอวัยวะสำคัญหนึ่งในท็อปไฟว์ (สมอง หัวใจ ตับ ไต ปอด) ทั้งห้าอวัยวะนี้ถ้าร่างกายขาดอันใดอันหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ไตกับปอดยังมีอย่างละสองข้าง ถ้าเหลือข้างเดียวยังอยู่ได้ แต่ตับ หัวใจ และสมอง มีอย่างละอันเดียว ถ้าเสียไปแล้วบางส่วนต้องพยายามกู้ให้กลับมาทำงานเป็นปกติ หากเสียหายจนกู้ไม่กลับ ก็เหลือหนทางไปอยู่ทางเดียว คือเสียชีวิต
การตรวจตับให้พบแต่แรกเริ่มที่มีปัญหา

ทางการแพทย์มีวิธีตรวจสภาพของตับว่ายังอยู่ในสภาพดีเป็นปกติหรือไม่ อยู่ 2 วิธี คือ
เจาะเลือดดูการทำงานของตับ (liver test) ซึ่งมีองค์ประกอบย่อยคือ
เอ็นไซม์ในเซลล์ของตับ SGPT และ SGOT ซึ่งจะออกมาในกระแสเลือดมากกว่า 40 ยูนิตต่อลิตร หากมีความเสียหายต่อเซลล์ของตับเช่น ได้รับสารพิษต่อตับ หรือมีการอักเสบติดเชื้อที่ตับ เป็นต้น
น้ำดี (direct bilirubin, DB) ซึ่งหากออกมามากในกระแสเลือดก็บ่งบอกว่ามีการอุดกั้นส่วนใดส่วนหนึ่งของทางเดินน้ำดี เช่นมีนิ่วในท่อน้ำดี มีก้อนเนื้องอก หรือมีพยาธิใบไม้ในตับไปอุดท่อ เป็นต้น
ระดับของสารที่ตับสร้างขึ้นในภาวะปกติ เช่นสารอัลบูมิน สารช่วยแข็งตัวของเลือดต่างๆ เป็นต้น ถ้าสารเหล่านี้ต่ำลงก็เป็นสิ่งบ่งบอกอันหนึ่งว่าตับอาจจะเสียการทำงานไป
การตรวจตับด้วยอุลตร้าซาวด์หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) เป็นการสร้างภาพของตับขึ้นมาโดยใช้คลื่นอุลตร้าซาวด์หรือลำแสงเอ็กซเรย์แล้วสร้างเป็นภาพโดยคอมพิวเตอร์ ทำให้ทราบว่าเนื้อตับเป็นปกติดีอยู่หรือไม่ มีไขมันเข้าไปแทรกมากหรือน้อย หรือกลายเป็นตับแข็งไปแล้วหรือยัง หรือมีเนื้องอกผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่

ทำอย่างไรเมื่อตรวจพบว่าตับได้รับความเสียหายแล้ว
ในการตรวจสุขภาพประจำปี บ่อยครั้งที่ผลการตรวจการทำงานของตับพบว่ามีเอ็นไซม์ของเซลล์ตับออกมาในเลือดสูงผิดปกติ หรือไม่ก็พบว่ามีไขมันเข้าไปแทรกในเนื้อตับ ซึ่งทั้งสองกรณีแสดงว่าได้เกิดความเสียหายที่ตับขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีความเสียหายลุกลามไปมากกว่าเดิม ควรปฏิบัติตนดังนี้

งดดื่มแอลกอฮอล์ เด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์เป็นพิษต่อตับ ทำให้เซลตับตายหรือเสียหาย แล้วมีไขมันเข้าไปแทรกในเนื้อตับแทนเซลล์ตับปกติ
งดสูบบุหรี่เด็ดขาดด้วย เพราะบุหรี่ก็เป็นสารพิษต่อตับด้วยเช่นกัน นอกจากจะเป็นสารพิษต่อตับโดยตรงแล้ว ยังเป็นสารก่อมะเร็งในตับอยู่ด้วย
งดยาที่ไม่จำเป็นให้หมด โดยเฉพาะยาที่เป็นพิษต่อตับ แม้กระทั่งยาที่หาซื้อได้ทั่วไปเช่นยาแก้ปวดพาราเซ็ตตามอลก็เป็นพิษต่อตับ สูตรที่อันตรายต่อตับมากคือการกินยาแก้ปวดพาราเซ็ตตามอลร่วมกับแอลกอฮอล์เพราะมีโอกาสเกิดพิษต่อตับสูงมาก ยาลดไขมันที่แพทย์นิยมจ่ายให้ก็เป็นพิษต่อตับเช่นกัน
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารปนเปื้อนที่เป็นพิษต่อตับ เช่นเชื้อราอาฟลาทอกซิน ซึ่งพบมากในถั่วลิสงป่น
พักผ่อนให้พอเพียง เพราะเซลตับที่ได้รับความเสียหายไปบางส่วน จะซ่อมแซมตัวเองกลับมาเป็นปกติได้
ลดน้ำหนักในกรณีที่น้ำหนักเกินหรืออ้วน ลดอาหารไขมันอิ่มตัวในกรณีที่มีไขมันในเลือดสูง เพราะภาวะอ้วนหรือไขมันในเลือดสูงทำให้มีไขมันเข้าไปแทรกในเนื้อตับและทำให้เซลล์ตับเสียหายได้
ถ้าเป็นเบาหวานอยู่ก็ควรรับการรักษาอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เพราะคนเป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนทั่วไป
เลิกกินอาหารก้อยดิบปลาดิบ ซึ่งเป็นที่มาของพยาธิใบไม้ในตับ
แพทย์อาจให้ทำแค่นั้นแล้วนัดตรวจติดตามดูระดับเอ็นไซม์ของตับซ้ำในหนึ่งเดือน ในกรณีที่ยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะทำการสืบค้นหาสาเหตุความเสียหายของตับเพิ่มเติม ตามลำดับ ได้แก่
9.1 เจาะตรวจดูสถานะของภูมิคุ้มกันโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ในกรณีที่ยังไม่เคยติดเชื้อและยังไม่มีภูมิคุ้นกัน ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบจากเชื้อไวรัสทั้งชนิดเอ.และชนิดบี. เพราะหากปล่อยให้ติดเชื้อในภายหน้า จะเกิดความเสียหายต่อเนื้อตับมากยิ่งขึ้นไปอีก ในกรณีที่ตรวจแล้วพบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในตัว แพทย์อาจจะพิจารณารักษาด้วยอินเตอร์เฟียรอน
9.2 ในกรณีที่สงสัยว่ามีการอุดกั้นทางเดินน้ำดี แพทย์อาจให้ตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิใบไม้ในตับ ถ้าหากพบว่ามีพยาธิใบไม้ในตับก็ควรได้รับยาฆ่าพยาธิใบไม้ในตับ
9.3 ทำอุลตร้าซาวด์หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อดูภาพของตับว่ามีเนื้องอกหรือมะเร็งของตับเป็นสาเหตุหรือไม่
9.4 ในกรณีที่จำเป็น เช่นต้องการยืนยันการวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากไวรัสบีแบบเรื้อรัง หรือสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง แพทย์อาจใช้เข็มแทงเข้าไปในตับเพื่อตัดตัวอย่างเนื้อตับออกมาตรวจยืนยัน (liver biopsy)

มะเร็งตับ
โรคมะเร็งตับเกิดได้อย่างไร?
โรค มะเร็งตับเกิดได้จาหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย คือ จากตับแข็งจากดื่มสุราจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ จากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และ จากการบริโภคสารพิษบางชนิดที่มีผลให้เกิดการอักเสบของตับ
โรคมะเร็งตับติดต่อไหม?
โรคมะเร็งตับไม่ใช่โรคติดต่อ ทั้งโดยจากการสัมผัส หรือ ทางพันธุกรรม
รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคมะเร็งตับ?
รู้ ได้ว่าเป็นโรคมะเร็งตับ จาก อาการ การมีตับโต  การตรวจเลือด  การตรวจตับด้วย อัลตราซาวด์ หรือ ด้วย เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และ/หรือ ตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อในตับตรวจโดยพยาธิแพทย์
โรคมะเร็งตับมีกี่ชนิด?
โรค มะเร็งตับมี่หลายชนิด แต่ที่พบบ่อย มี ๒ ชนิด คือ โรคมะเร็งตับที่เกิดจากเซลล์ตับ เรียกว่า เฮปาโตมา หรือ เฮปาโตเซลลูลาคาร์ซิโนมา หรือ เรียกย่อว่า เฮช ซี ซี ( hepatoma, hepatocellularcarcinoma, HCC) และ ชนิดเกิดกับเซลล์ท่อน้ำดีในตับ ซึ่งพบบ่อยมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย จากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ เรียกว่า โคแลงจิโอคาร์ซิโนมา  หรือ  ซี ซี เอ(cholangiocarcinoma, CCA)
โรคมะเร็งตับมีอาการอย่างไร?     
อาการของโรคมะเร็งตับในระยะแรก ไม่แน่นอน อาจมีเพียงท้องอืด แน่นท้อง ปวดใต้ชายโครงขวา ถ้าเป็นมากขึ้น จะปวดใต้ชายโครงขวามากขื้น คลำตับได้  แน่นท้องมากขึ้น อ่อนเพลีย  มีน้ำมะเร็งในช่องท้อง(ท้องบวม)  และ มีตัวเหลือง ตาเหลือง

มีวิธีตรวจให้พบโรคมะเร็งตับตั้งแต่แรกเป็นไหม?
ใน คนทั่วไป ยังไม่พบวิธีตรวจคัดกรอง ( การตรวจให้พบโรคมะเร็งตับตั้งแต่ระยะเริ่มเป็น)โรคมะเร็งตับที่มี ประสิทธิภาพ  แต่ในคนที่มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับ   แพทย์ อาจใช้การตรวจเลือด หาสารที่สร้างโดยเซลล์มะเร็งตับ และ/หรือ อัตราซาวด์ภาพตับเป็นระยะๆ  เช่น ในคนติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ชนิดเรื้อรัง เป็นต้น
โรคมะเร็งตับมีกี่ระยะ?
โรคมะเร็งตับแบ่งง่ายๆเป็น ๔ ระยะ เช่นเดียวกับโรคมะเร็งทั่วไป
                ระยะที่ ๑ ก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลาม
                ระยะที่ ๒  ก้อนมะเร็งโตขึ้น ขนาดไม่เกิน ๕ ซม.
                ระยะที่ ๓  ก้อนมะเร็งโตมาก หรือ ลุกลามเข้าเส้นเลือดใหญ่ หรือ เข้าเนื้อเยื่อ และ/หรือ อวัยวะข้างเคียง หรือ เข้าต่อมน้ำเหลือง
                ระยะที่ ๔ โรคมะเร็งแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด/โลหิต ไปยังอวัยวะอื่น เช่น ปอด และ กระดูก
โรคมะเร็งตับรักษาได้อย่างไร?
ใน โรคระยะที่ ๑ หรือ ระยะต้นๆของระยะที่ ๒ ใช้การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออก หรือ ตัดตับออกทั้งกลีบ (ตับมี ๒ กลีบ คือ ขวา และ ซ้าย)  แต่ในระยะที่ผ่าตัดไม่ได้ การรักษา คือ รังสีร่วมรักษา โดยการสอดท่อเล็กๆเข้าไปในเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงก้อนมะเร็ง และ ฉีดยา ที่เป็นยาสารเคมี หรือ ยาที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด แต่เมื่อโรคลุกลามแพร่กระจายมาก    วิธีรักษา คือรักษาประคับประคองตามอาการ    ส่วนการใช้รังสีรักษา  ยาเคมีบำบัด   ยารักษาตรงเป้า  และการปลูกถ่ายตับ ยังอยู่ในการศึกษา
โรคมะเร็งตับมีโอกาสหายไหม?
โอกาสรักษาหาย ของโรคมะเร็งตับ เช่นเดียวกับในโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ คือ ต้องเป็นโรคในระยะแรก และ สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้หมด
การปลูกถ่ายตับรักษาโรคมะเร็งตับให้หายขาดได้ไหม?      
การ ปลูกถ่ายตับ เป็นอีกวิธี หนึ่ง ในการรักษาโรคมะเร็งตับ แต่ไม่สามารถรักษาให้โรคหายขาดได้ทุกราย และ น้อยรายที่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้  เพราะ มีข้อบ่งชี้ และข้อจำกัดทางการแพทย์มากกว่าวิธีอื่นๆ ร่วมทั้ง  ระยะโรค  อายุผู้ป่วย ความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย  การบริจาคตับ  และค่าใช้จ่าย

ขอบคุณข้อมูล : สมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย

เจียวกู้หลานนำเสนอบทความ เรื่องมะเร็ง

 เจียวกู้หลานธรรมชาติให้คุณค่าสมุนไพรครบถ้วนกว่าน่าใช้กว่าราคาถูกกว่า ปลอดภัยจากสารเคมีเจือปน เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยของเชียงใหม่ ให้ประโยชน์ครบเครื่องกว่า ใช้บำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้อวัยวะ ใช้เสริมยาหมอให้การรักษาของหมอดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง หลอดเลือดตีบอุดตัน สมุนไพรในเจียวกู้หลานมีคุณสมบัติเป็นสารอาหารเสริมสามารถใช้คู่กับยาหมอได้ดีไม่ขัดแย้ง ไม่ลดหรือทำลายสรรพคุณของยาหมอเห็นผลการรักษาของหมอได้ชัดเจน สมุนไพรในเจียวกู้หลานธรรมชาติเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพใช้ป้องกันเสริมสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น ความเสื่อมของอวัยวะและขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ ปลอดภัยกว่าเจียวกู้หลานทั่วๆ ไป เพราะเป็นเจียวกู้หลานจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่งใดๆ เช่น สารเคมีป้องกันเชื้อรา สารเคมีป้องกันการบูดเน่า สารปรุงแต่งสี รสชาด และกลิ่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าของเม็ดเลือดต่ำลง เจียวกู้หลานธรรมชาติให้ประโยชน์ครบในตัวของสมุนไพรที่คุณไม่จำเป็นต้องเติมหรือเสริมสมุนไพรใดๆให้การจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มขึ้นไป เช่นนำเจียวกู้หลานมาผสมกับสมุนไพรอื่น อาทิเช่น ชามิกซ์ ต่างๆ ทำให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นได้ผลเท่ากัน ชามิกซ์ส่วนใหญ่มีเจียวกู้หลานเป็นส่วนประกอบ

มะเร็ง หรือ เนื้อร้าย
มะเร็งหรือเนื้อร้าย คือ เนื้องอกชนิดร้ายที่กลายมาจากเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย มีการเจริญเติบโตและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อยู่นอกเหนือการควบคุมของร่างกาย และมีโทษต่อร่างกาย ในปัจจุบันมะเร็งเป็นสาเหตุการตายในอันดับแรกๆ ของคนไทย ที่พบบ่อยในบ้านเรา ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งในช่องปาก พบมากในคนอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจพบในเด็ก และคนหนุ่มสาวได้
สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีปัจจัยหลายๆ อย่างร่วมกัน ซึ่งพอจะแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆ
1. ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น
•ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
•เชื้อชาติ ชาวญี่ปุ่นเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมาก จีนเป็นมะเร็งของโพรงหลังจมูก และหลอดอาหารมาก
 •เพศ มะเร็งตับ มะเร็งปอด พบมากในผู้ชาย มะเร็งของเต้านม มะเร็งผิวหนัง พบมากในผู้หญิง
•อายุ มะเร็งของลูกตา (Retinoblastoma) มะเร็งของไต พบมากในเด็ก
•กรรมพันธุ์ มะเร็งเต้านมบางชนิด มะเร็งของต่อมไทรอยด์บางชนิด มะเร็งกระเพาะอาหาร
•มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ พบว่า มีความสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ เป็นต้น
2. ปัจจัยภายนอกร่างกาย ได้แก่
•สารกายภาพต่างๆ ได้แก่ การระคายเคืองเรื้อรัง เช่น
 1.ฟันปลอมที่ไม่กระชับ เวลาเคี้ยวอาหารจะมีการเสียดสีกับเหงือกหรือเพดานปาก อาจทำให้เกิดมะเร็งของเหงือก หรือเพดานปากได้
 2.การกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดเป็นประจำ อาจจะมีการระคายบริเวณหลอดอาหาร อาจทำให้เป็นมะเร็งของหลอดอาหารได้
 3.รังสีต่างๆ ถ้าร่างกายได้รับเป็นระยะนาน ๆ ก็อาจเกิดมะเร็งอวัยวะต่างๆ ได้
4.แสงอัลตราไวโอเลต อาจทำให้เป็นมะเร็งของผิวหนัง และริมฝีปาก ถ้าถูกแดดจัดๆ เป็นระยะนานๆ
•สารเคมี ในปัจจุบันพบสารก่อมะเร็ง (carcinogen) มากกว่า 450 ชนิด อยู่ในรูปของอาหาร พืช และสารเคมีต่างๆ เช่น
1.สารหนู อาจทำให้เป็นมะเร็งของผิวหนัง
2.บุหรี่ มีสารเบ็นซ์ไพรีน (benzpyrine) ที่เรียกว่า "ทาร์" หรือ "น้ำมันดิน" และสารเคมีพวกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (aromatic hydrocarbon) ทำให้เกิดมะเร็งปอด ช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง หลอดอาหาร ตับอ่อน ปากมดลูก กระเพาะปัสสาวะได้
3.แอลกอฮอล์ ทำให้เกิดมะเร็งช่องปาก ลำคอ กล่องเสียง ตับ หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ เต้านม
4.เบนซีน ทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว
5.การเคี้ยวหมากหรือการจุกยาฉุน นอกจากจะมีการระคายเรื้อรังแล้ว ยังมีสารเคมีที่ทำให้เป็นมะเร็งของช่องปากได้
 6.สารไนโตรซามีน (nitrosamine) ในอาหาร ทำให้เกิดมะเร็งของตับ กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่
7.ดีดีที เมื่อเข้าในร่างกาย อาจเปลี่ยนเป็นสารไดไนโตรซามีน ซึ่งมีฤทธิ์เหมือนไนโตรซามีน
•ฮอร์โมน ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งช่องคลอด และโพรงมดลูก ฮอร์โมนแอนโดรเจน มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก
•การติดเชื้อ เช่น
1.การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี และซี มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งตับ
2.การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV/Human papilloma virus) มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งกล่องเสียง หรือทอนซิล
3.การติดเชื้อไวรัสเอชทีแอลวี-1 (HTLV-1/Human T-cell leukemia virus) มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
4.การติดเชื้อไวรัสอีบีวี (EBV/Epstein-Bar virus) สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดเบอร์กิต (Burkitt's lymphoma) และมะเร็งโพรงหลังจมูก
5.การติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง, มะเร็งของหลอดเลือดที่เรียกว่า Kaposi sarcoma
6.การติดเชื้อ เอชไพโลไร (H. pylori/Helicobacter pylori) มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
 •สารพิษ เช่น อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) จากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหาร ทำให้เกิดมะเร็งของตับ
 •พยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ตับ ทำให้เกิดมะเร็งของตับ
 •อาหาร
1.ภาวะขาดอาหาร เช่น โรคตับแข็ง ซึ่งเกิดจากการขาดสารโปรตีน จะกลายเป็นมะเร็งตับได้ง่าย
2.การบริโภคอาหารพวกไขมันมาก อาจสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม ลำไส้ใหญ่ รังไข่ ต่อมลูกหมาก มดลูก และตับอ่อน
3.การบริโภคผักและผลไม้ วันละ 400-800 กรัม ช่วยลดการเกิดมะเร็งช่องปาก ลำคอ หลอดอาหารกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน เต้านม และกระเพาะปัสสาวะ
อาการของมะเร็งที่อวัยวะต่างๆ
การรักษามะเร็ง
การป้องกัน : การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันมะเร็ง

เจียวกู้หลานนำเสนอบทความ เรื่องโรคหัวใจ


เจียวกู้หลานธรรมชาติ


 เจียวกู้หลานธรรมชาติให้คุณค่าสมุนไพรครบถ้วนกว่าน่าใช้กว่าราคาถูกกว่า ปลอดภัยจากสารเคมีเจือปน เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยของเชียงใหม่ ให้ประโยชน์ครบเครื่องกว่า ใช้บำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้อวัยวะ ใช้เสริมยาหมอให้การรักษาของหมอดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง หลอดเลือดตีบอุดตัน สมุนไพรในเจียวกู้หลานมีคุณสมบัติเป็นสารอาหารเสริมสามารถใช้คู่กับยาหมอได้ดีไม่ขัดแย้ง ไม่ลดหรือทำลายสรรพคุณของยาหมอเห็นผลการรักษาของหมอได้ชัดเจน สมุนไพรในเจียวกู้หลานธรรมชาติเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพใช้ป้องกันเสริมสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น ความเสื่อมของอวัยวะและขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ ปลอดภัยกว่าเจียวกู้หลานทั่วๆ ไป เพราะเป็นเจียวกู้หลานจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่งใดๆ เช่น สารเคมีป้องกันเชื้อรา สารเคมีป้องกันการบูดเน่า สารปรุงแต่งสี รสชาด และกลิ่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าของเม็ดเลือดต่ำลง เจียวกู้หลานธรรมชาติให้ประโยชน์ครบในตัวของสมุนไพรที่คุณไม่จำเป็นต้องเติมหรือเสริมสมุนไพรใดๆให้การจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มขึ้นไป เช่นนำเจียวกู้หลานมาผสมกับสมุนไพรอื่น อาทิเช่น ชามิกซ์ ต่างๆ ทำให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นได้ผลเท่ากัน ชามิกซ์ส่วนใหญ่มีเจียวกู้หลานเป็นส่วนประกอบ

โรคหัวใจ
หัวใจคนเรามี 4 ห้อง แบ่งซ้าย-ขวาโดยผนังของกล้ามเนื้อหัวใจ และแบ่งเป็นห้องบน-ล่างโดยลิ้นหัวใจ
โดยทุกๆ วัน หัวใจจะเต้นประมาณ 100,000 ครั้ง และสูบฉีดเลือดประมาณวันละ 2,000 แกลลอน
วงจรการไหลเวียนของเลือด : จะเริ่มจาก หัวใจห้องขวาบนรับเลือดดำจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา เลือดส่วนนี้จะไหลผ่านลิ้นหัวใจไตรคัสปิด (Tricuspid) ไปยังหัวใจห้องขวาล่าง ซึ่งจะบีบตัวตามมาไล่เลือดที่เป็นเลือดดำออกไปฟอกที่ปอด โดยผ่านหลอดเลือดที่เรียกว่า Pulmonary Artery เลือดจะถูกฟอกที่ปอดโดยอาศัยการแลกเปลี่ยน gas ผ่านทางหลอดเลือดเล็กๆ ที่ผนังถุงลมของปอด จากนั้นเลือดที่เป็นเลือดแดงจะไหลมารวมกันที่หลอดเลือดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า Pulmonary Vein เพื่อไหลกลับเข้าสู่หัวใจอีกครั้งที่ห้องซ้ายบน เลือดจะไหลจากห้องซ้ายบนมาห้องซ้ายล่าง โดยผ่านลิ้นหัวใจไมตรัล (Mitral) เมื่อเลือดแดงอยู่ในห้องหัวใจซ้ายล่างแล้วก็พร้อมที่จะถูกฉีดออกไปเลี้ยงร่างกายทางหลอดเลือดแดงใหญ่ Aorta ผ่านลิ้นหัวใจเอออร์ติด (Aortic) เมื่อผ่านส่วนต่างๆ แล้ว เลือดจะกลับสู่หัวใจด้านขวาอีกครั้ง
โรคลิ้นหัวใจ ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือ ลิ้นหัวใจพิการ รูมาห์ติค ซึ่งเป็นผลจากการติดเชื้อคออักเสบ ลักษณะของการที่เกิด คือ เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลัง อ่อนเพลีย ไอเรื้อรังและมักไอเวลากลางคืน ไอแห้ง มีอาการใจสั่น ไอเป็นเลือด เป็นลมไม่รู้สติ เจ็บหน้าอก หลอดเลือดที่คอเต้นแรง ผอมแห้ง มีอาการบวม หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ การตรวจเอ็คโค่ (Echo) จะช่วยบอกถึงรายละเอียดของความผิดปกติของหัวใจได้
  
   โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบและตันในที่สุด
     โรคกล้ามเนื้อหัวใจ : กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติไม่ว่าจะบีบ หรือคลายตัว กล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ เป็นต้น ซึ่งโรคที่พบบ่อยคือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจเสีย เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามานาน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เป็นต้น
อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากโรคหัวใจขาดเลือด
1.เจ็บแน่นๆ อึดอัดบริเวณกลางหน้าอกอาจจะเป็นด้านซ้ายหรือทั้งสองด้าน และมักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว บางรายจะร้าวไปที่แขนซ้ายหรือทั้งสองข้าง หรือจุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน
 2.อาการตามข้อ 1 เกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบขึ้นบันได วิ่ง โกรธโมโห อาการดังกล่าวจะดีขึ้นเมื่อหยุดออกกำลัง
3.ในบางรายที่อาการรุนแรง อาการแน่นหน้าอกอาจเกิดขึ้นในขณะพัก เช่น นั่ง หรือ นอน หลังอาหาร
4.กรณีที่เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออกมาก เป็นลม อาการเช่นนี้ยังพบได้ในโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ปริหรือฉีกขาบวม : อาการขาบวมเกิดจากการที่ร่างกายมีเกลือ (โซเดียม) และน้ำคั่งอยู่ในร่างกาย โดยอาจเกิดจากโรคไตขับเกลือไม่ได้ โรคหลอดเลือดดำอุดตัน การไหลเวียนไม่สะดวก ขาดอาหาร โปรตีนในเลือดต่ำ โรคตับ ยาและฮอร์โมนบางชนิด โรคหัวใจ หรือในบางรายอาจไม่พบสาเหตุ การบวมในผู้ป่วยโรคหัวใจเกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง เลือดจากขาไม่สามารถไหลเทเข้าหัวใจด้านขวาได้โดยสะดวก จึงมีเลือดค้างที่ขามากขึ้น

ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวผิดปกติ เป็นผลมาจากการสะสมของไขมันและแคลเซียมในผนังของหลอดเลือดแดง ภาวะนี้เป็นความเสื่อมของหลอดเลือดที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดแดงเสียความยืดหยุ่น เกิดการตีบตัน ผลที่ตามมาคือ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ ตัน เกิดอาการเจ็บหน้าอก กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหลอดเลือดเลี้ยงสมองตีบ ทำให้เกิดอัมพาต เป็นต้น

หากคุณมีโอกาสลองคลำหลอดเลือดแดงหรือชีพจรที่ข้อศอกด้านในหรือข้อมือของผู้สูงอายุจะพบว่า เป็นเส้นแข็งไม่ยืดหยุ่นเหมือนวัยหนุ่มสาว ทั้งนี้เนื่องจากว่าหลอดเลือดแดงเหล่านี้เกิดการเสื่อมสภาพตามอายุ มีไขมันและหินปูน (แคลเซียม) เข้าไปสะสมอยู่ตามผนังของหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นและแข็ง ซึ่งหินปูนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับปริมาณแคลเซียมในเลือดหรืออาหารที่เรารับประทาน ความจริงแล้วมีหลายปัจจัยที่ทำให้หลอดเลือดแดงเกิดการเสื่อม เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน บุหรี่ เป็นต้น แต่ “ อายุ ” ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากและเราไม่อาจเลี่ยงได้ หลอดเลือดแดงที่เสื่อมนี้จะเกิดขึ้นทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดที่เลี้ยงสมอง หัวใจ ไต ฯลฯ และแน่นอนเมื่อเกิดการเสื่อมก็จะเกิดการตีบตันของหลอดเลือดเล็กๆ ตามมา เป็นผลให้เลือดเลี้ยงสมองลดลง เกิดเนื้อสมองตายเป็นบางส่วน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไตเสื่อม

ความดันโลหิตสูง : สาเหตุของการที่ความดันโลหิตสูงพบบ่อยเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงแข็งตัวผิดปกติ บางส่วนเป็นผลจากการที่ไตขาดเลือดไปเลี้ยง การลดความดันโลหิตที่สูงลง ก็จะช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อการเกิดอัมพาตและลดปัญหาจากโรคหัวใจขาดเลือดด้วย ความดันโลหิตในผู้ใหญ่ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม ควรจะน้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท

หัวใจเต้นผิดจังหวะ : หัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบได้บ่อย คือ จากห้องบนหรือที่เรียกว่า atrial fibrillation (AF) ชนิดนี้พบได้ในผู้ป่วยโรคปอด โรคหัวใจขาดเลือด โรคลิ้นหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิด โรคความดันโลหิตสูง และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ในผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติชนิดนี้ อาจเกิดลิ่มเลือดเล็กๆ ขึ้นภายในหัวใจ ลิ่มเลือดเล็กๆ เหล่านี้อาจหลุดลอยไปอุดหลอดเลือดเลี้ยงสมองได้ และเป็นต้นเหตุของการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด : อายุ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ ไขมัน โคเลสเตอรอล ความดันโลหิตสูง ความเครียด เบาหวาน ถ้าหากมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดโรคก็มากขึ้นเป็นทวีคูณ
ในปัจจุบันพบว่า การป่วยด้วยโรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจนมีบางคน กล่าวว่า การเป็นโรคเบาหวาน เป็นเสมือนหนึ่งว่า ได้มีโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยแล้ว
ท่านอาจมีเพื่อน ญาติ คนรู้จักในสังคม ที่จากไปอย่างกะทันหัน เนื่องมาจากโรคหัวใจ หลายๆ คนจากไปในวัยที่ยังทำงาน ทำประโยชน์ ให้ครอบครัวและสังคม จากสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ล่าสุดระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตสูงสุด 3 อันดับแรก ในคนไทย คือ อุบัติเหตุ มะเร็ง และโรคหัวใจ เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาหลายปี โรคหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบและตัน เป็นโรคที่เคยพบน้อยในอดีต
กลับกลายเป็นโรคที่พบบ่อยมากในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่พันธุกรรมในคนไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลง นั่นแสดงให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีไขมันสูงเป้นปัจจัยสำคัญมากในการส่งเสริมมให้เกิดโรคนี้

หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความมหัศจรรย์ เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต นับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญ และแข็งแรงมาก หัวใจจะทำงานได้เป็นปกติต้องอาศัยการทำงานที่เป็นระบบของไฟฟ้าหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ และลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจก็เช่นเดียวกันกับกล้ามเนื้ออื่นๆ ที่ต้องการออกซิเจน และอาหารจากเลือดมาหล่อเลี้ยงเพื่อให้บีบตัวต่อไปได้ หลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ประกอบด้วยหลอดเลือดแดง 2 เส้น เรียกว่า โคโรนารี่ด้านขวา 1 เส้น และด้านซ้าย 1 เส้น ซึ่งจะแตกแขนงออกเป็น 2 เส้นใหญ่ นอกจากนั้น แล้วแต่ละเส้น ยังส่งแขนงย่อยๆ ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอีกด้วย ดังนั้นหากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเหล่านี้เกิดการตีบ หรืออุดตัน ก็จะนำไปสู่ โรคหัวใจขาดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้ไม่ดี กล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือเสียชีวิตกะทันหัน 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด
หลอดเลือดหัวใจก็เป้นอวัยวะหนึ่งที่เกิดการเสื่อมไปตามอายุอย่างไรก็ตาม นอกจากอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอีกหลายปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้เร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้เรียกว่า ปัจจัยเสี่ยง พบว่ายิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ โอกาสเสี่ยงที่สำคัญต่อโรคหัวใจขาดเลือดจะยิ่งมากขึ้นหลายเท่า ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจขาดเลือด ได้แก่
อายุ
เพศชาย ทั้งนี้เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด แต่เมื่อผู้หญิงหมดประจำเดือน ไม่ว่าโดยธรรมชาติ หรือไม่มีรังไข่ ก็ทำให้โอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้นใกล้เคียงกับเพศชาย
ประวัติในครอบครัวที่เป็นโรคนี้ รวมทั้งพันธุกรรม
การสูบบุหรี่
ความดันโลหิตสูง
เบาหวาน
ไขมันโคเลสเตอรอล ชนิดร้าย (แอล-ดี-แอล) ต่ำ
โรคอ้วน ซึ่งมักจะทำให้เกิดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมทั้งไขมันโคเลสเตอรอลชนิด ดี ต่ำ
ขาดการออกกำลังกาย
ไขมันโคเลสเตอรอลกับโรคหัวใจขาดเลือด ในร่างกายของคนเรา มีไขมันหลายชนิด ที่สำคัญ ได้แก่
ไขมันโคเลสเตอรอลเป็นไขมันที่มีประโยชน์เป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แต่หากมีไขมันโคเลสเตอรอลมากเกินไป ไขมันเหล่านี้จะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดที่ไต ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะเพศ เมื่อการตีบตันของหลอดเลือด ก็ทำให้อวัยวะนี้ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดอาการต่างๆ ตามมา เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ รวมไปถึงการหย่อยสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย เรายังอาจแบ่งไขมันโคเลสเตอรอล ได้ย่อยๆ อีก ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ
1.โคเลสเตอรอล ชนิดร้าย หรือ แอล-ดี-แอล (Low Density Lipoprotein Cholesterol, LDL-C) เป็นตัวที่มีบทบาทสำคัญในการสะสมในผนังของหลอดเลือดแดง ไขมันชนิดนี้ร่างการสร้างขึ้นเองส่วนหนึ่ง และมาจากอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันจากสัตว์
2.โคเลสเตอรอล ชนิดดี หรือ เอช-ดี-แอล (High Density Lipoprotein Cholesterol, HDL-C) ไขมันชนิดนี้จะช่วยในการขนถ่ายโคเลสเตอรอลที่สะสมอยู่ออกมาทำลายจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือด ดังนั้นหากยิ่งสูงจะยิ่งเป็นผลดี ไขมันนี้ร่างกายสร้างขึ้นเอง และจะสูงขึ้นในผู้ที่ออกกำลังแบบแอโรบิค อย่างสม่ำเสมอ
ไขมันไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่มาจากอาหารร่วมกับร่างกายสร้างขึ้นที่ตับ ไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย โดยอาหารพวกแป้งและน้ำตาล รวมทั้งโปรตีนที่เหลือใช้ จะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ และถูกเก็บสะสมไว้ที่ชั้นไขมัน เพื่อเป้นพลังงานสำรอง ไขมันชนิดนี้ปัจจุบันมีข้อมูลบ่งชี้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมีระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอลต่ำ
ไขมันสูง สูงเท่าไร จึงเป็นอันตราย

เป็นคำถามที่ได้ยินเสมอว่า สูงขนาดไหน จึงเป็นอันตราย ต้องเข้าใจก่อนว่า ความจริงแล้วตัวไขมันในเลือดที่สูงนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดอาการ อาการต่างๆ เป็นผลมาจากการตีบตันของหลอดเลือดแดง ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายปี การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดแดงนี้ เริ่มพบตั้งแต่ในวัยรุ่นแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตกะทันหันก็ไม่ได้เกิดจากไขมันลอยไปอุดตันหลอดเลือด จากข้อมูลการศึกษาต่างๆ พบว่าระดับไขมัน โคเลสเตอรอลมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดแน่นอน และหากไขมันโคเลสเตอรอล (รวม) มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อัตราเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นมาก จากข้อมูลต่างๆ จึงกำหนดค่าของไขมันในเลือดไว้ดังนี้
โคเลสเตอรอล (รวม) (Total Cholesterol)
ระดับที่เหมาะสม น้อยกว่า200 มก.ต่อดล.
เริ่มสูง คือ200-239 มก.ต่อดล.
สูงคือมากกว่า240 มก.ต่อดล.
แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol)
ระดับที่เหมาะสม น้อยกว่า130 มก.ต่อดล.
เริ่มสูง คือ130-160 มก.ต่อดล.
สูง คือ มากกว่า160 มก.ต่อดล.
สูงมาก คือ มากกว่า190 มก.ต่อดล.

สำหรับ แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอล ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด หรือเป็นเบาหวาน ควรให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 100 มก.ต่อดล. จะช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนทางหลอดเลือดลงได้

เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol)
ระดับที่เหมาะสม มากกว่า 40 มก.ต่อดล.
สูง (เป็นผลดี) มากกว่า 60 มก.ต่อดล.
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides)
ระดับเหมาะสม น้อยกว่า 150 มก.ต่อดล.
เราจะป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดได้อย่างไร
โรคหัวใจขาดเลือดเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสื่อมตามอายุจึงไม่สามารถป้องกันโรคนี้ได้ 100% แต่จากการศึกษาต่างๆ ล้วนยืนยันว่า การลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ลง สามารถช่วยชะลอการดำเนินโรค และช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนทางหลอดเลือดลงได้แน่นอน ตัวอย่างเช่น
เลิกบุหรี่ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี โอกาสเสี่ยงที่เคยมีจะลดลง จนใกล้เคียงผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ยังช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งปอด และถุงลมโป่งพองอีกด้วย
ตรวจเลือดเพื่อหาระดับไขมันในเลือดอย่างละเอียด หากพบว่าไขมันสูงมากกว่าคำที่แนะนำ ให้ควบคุมอาหารโดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันจากสัตว์ ร่วมกับการออกกำลังกาย หากไม่ได้ผลควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการใช้ยา ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเร็วขึ้น จากการศึกษาพบว่า หากลดไขมันโคเลสเตอรอลลง 1% สามารถลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดได้ 2% สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจขาดเลือดเกิดขึ้นแล้ว การลดไขมันโคเลสเตอรอลลงมาต่ำมากๆ เช่น แอล-ดี-แอล ต่ำกว่า 100 มก.ต่อดล. จะช่วยลดโอกาสเกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตันซ้ำ รวมทั้งปัญหาแทรกซ้อนจากหลอดเลือดสมองตีบลงได้
หากมีความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน ท่านจำเป็นต้องควบคุมโรคให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีที่สุด
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่อ้วนออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน อย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันและลดน้ำหนักแล้ว ยังทำให้ไขมัน เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอลสูงขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อหัวใจ
ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด
บทสรุป

ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคหัวใจขาดเลือดแพงมาก การป้องกันโรคเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าการรักษา โรคหัวใจขาดเลือดมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ บางปัจจัยไม่สามาระเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุ เพศ พันธุกรรม แต่หลายปัจจัยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ไม่สูบบุหรี่ หันมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยชะลอ หรือลดปัญหาแทรกซ้อนจากโรคหัวใจลงได้ ดังนั้นหากท่าน รักหัวใจของท่าน หรือของคนข้างเคียง กรุณาใส่ใจโคเลสเตอรอลสักนิด ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้   

เจียวกู้หลานนำเสนอบทความ เรื่องความดันโลหิตสูง


เจียวกู้หลานธรรมชาติ

 เจียวกู้หลานธรรมชาติให้คุณค่าสมุนไพรครบถ้วนกว่าน่าใช้กว่าราคาถูกกว่า ปลอดภัยจากสารเคมีเจือปน เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยของเชียงใหม่ ให้ประโยชน์ครบเครื่องกว่า ใช้บำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้อวัยวะ ใช้เสริมยาหมอให้การรักษาของหมอดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง หลอดเลือดตีบอุดตัน สมุนไพรในเจียวกู้หลานมีคุณสมบัติเป็นสารอาหารเสริมสามารถใช้คู่กับยาหมอได้ดีไม่ขัดแย้ง ไม่ลดหรือทำลายสรรพคุณของยาหมอเห็นผลการรักษาของหมอได้ชัดเจน สมุนไพรในเจียวกู้หลานธรรมชาติเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพใช้ป้องกันเสริมสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น ความเสื่อมของอวัยวะและขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ ปลอดภัยกว่าเจียวกู้หลานทั่วๆ ไป เพราะเป็นเจียวกู้หลานจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่งใดๆ เช่น สารเคมีป้องกันเชื้อรา สารเคมีป้องกันการบูดเน่า สารปรุงแต่งสี รสชาด และกลิ่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าของเม็ดเลือดต่ำลง เจียวกู้หลานธรรมชาติให้ประโยชน์ครบในตัวของสมุนไพรที่คุณไม่จำเป็นต้องเติมหรือเสริมสมุนไพรใดๆให้การจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มขึ้นไป เช่นนำเจียวกู้หลานมาผสมกับสมุนไพรอื่น อาทิเช่น ชามิกซ์ ต่างๆ ทำให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นได้ผลเท่ากัน ชามิกซ์ส่วนใหญ่มีเจียวกู้หลานเป็นส่วนประกอบ
สาเหตุของความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง สาเหตุของความดันโลหิตสูง อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ความดันโลหิตสูง
สาเหตุของความดันโลหิตสูง อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่
     1. พวกที่หาสาเหตุได้ เช่น จากโรคไตอักเสบ เส้นเลือดแดงตีบ พิษแห่งครรภ์ เป็นต้น
     2. พวกที่หาสาเหตุไม่พบ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนมากมักจะเป็นชนิดนี้
บุคคลประเภทใดที่มักจะเป็นความดันโลหิตสูง
     1. ส่วนมากมักพบได้ในผู้สูงอายุโดยเฉพาะอายุตั้งแต่ 40-50 ปีขึ้นไป
     2. พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวัยหมดประจำเดือนพบได้บ่อย
     3. พบมากในคนอ้วน แต่คนผอมก็พบบ้างเหมือนกัน
     4. อาจเนื่องจากกรรมพันธุ์ประมาณ 30-40 %
     5. ในบุคคลที่มีอารมณ์รุนแรง เคร่งเครียด ตื่นเต้น ตกใจง่าย ดีใจง่าย เสียใจง่าย อารมณ์ที่เปลี่ยน แปลงรวดเร็วอาจจะกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราวในตอนแรก แล้วจะค่อยลดลงเอง แต่ถ้าเกิดบ่อยและนานเข้า ความดันโลหิตก็จะสูงอย่างถาวรซึ่งถ้าสูงมากก็เป็นอันตรายได้

อาการ

     ผู้ป่วยด้วยความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรกส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอาจตรวจพบโดยการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี หรือเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นแล้วแพทย์วัดความดันของเลือดพบว่าผิดปกติ สำหรับที่รายมีอาการจะมีอาการมึนงง ตาพร่ามัว ปวดศรีษะตรงท้ายทอย มักจะปวดตอนตื่นนอน เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย บางรายเลือดกำเดาออกบ่อยๆ อาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคอื่นได้อีกหลายโรคและที่สำคัญที่สุดความดันโลหิตสูงบางรายอาจไม่มีอาการใดเลยก็ได้ นอกจากตรวจวัดด้วยเครื่องมือแพทย์จึงจะทราบ ฉะนั้นถ้าท่านสงสัยว่าเป็นโรคนี้หรือท่านที่มีอายุเกิน 35 ปี ควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง การปฏิบัติตัว
     ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ เพื่อรักษาให้ความดันเลือดลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ และเพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น หัวใจโต หรือการไหลเวียนของเลือดในไตลดลง หลอดเลือดในสมองแข็งและเปราะ ฯลฯ การรักษาความดันโลหิตสูงต้องเป็นการรักษาของแพทย์ ที่จะตรวจและให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัว การใช้ยา แต่ผู้ป่วยก็ต้องปฏิบัติตัว เพื่อช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ง่ายขึ้น คือ
     1. การพักผ่อนต้องพักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ พยายามควบคุมอารมณ์และจิตใจไม่ให้ตึงเครียด ขุ่นมัวและวู่วาม
     2. คนอ้วนต้องลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
     3. ระวัง อย่าให้หกล้ม หรือศีรษะ กระทบกระแทก เพราะอาจจะทำให้หลอดเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาตได้
     4. ไม่ควรวิตกกังวลหรือให้ความสำคัญกับระดับความดันโลหิตที่วัดไว้แต่ละครั้ง ความดันโลหิตในบุคคลเดียวกันเปลี่ยนแปลงได้เสมอตามภาวะแวดล้อมต่างๆในแต่ละวัน ควรให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินว่า ระดับความดันโลหิตที่เปลี่ยนแปลง มีความสำคัญอย่างไรหรือไม่
     5. ต้องควบคุมอาหาร
อาหารสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
     1. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด เพราะเกลือทำให้ความตึงตัวของผนังหลอดโลหิตแดง เพิ่มขึ้น ทำให้ความ ดันเลือด Diastolic สูงขึ้น
     2. อาหารพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วเมล็ด ซึ่งเป็นอาหารพวกโปรตีน ถ้าไตทำหน้าที่ได้ตามปกติก็ไม่ต้อง ลดลง แต่ถ้ามีอาการทางไตแทรกซ้อน ต้องลดโปรตีน
     3. อาหารไขมันอยู่ระดับกลาง ค่อนข้างต่ำ ควรหลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์และพวกกะทิ
     4. อาหารหวานจัด เช่น ขนมหวานทุกชนิดพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด เพราะจะทำให้น้ำหนักตัว และระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น
     5. เครื่องดื่มต่างๆ เช่น ชา กาแฟ ซึ่งมีสารคาฟอีนสูง กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้น สูบฉีดโลหิตแรงขึ้น เป็นอันตรายสำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง
     6. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ จะทำให้หลอดเลือดขยายตัว การไหลเวียนของโลหิตเร็วและแรงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักและแรงโลหิตจะพุ่งสูงขึ้นนับว่าเป็นอันตรายยิ่ง ควรงดเด็ดขาด และงดสูบบุหรี่
สรุป
     การจัดอาหาร สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ถ้ามีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ จะต้องลดลงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติก็ต้องระวังไม่ให้เพิ่มมากขึ้น ควรรับประทานอาหารที่มีแรงงานต่ำ ไม่มีไขมันและแป้ง น้ำตาลมากรส อาหารค่อนข้างจืด จะเติมเกลือ ซอส น้ำปลาได้บ้าง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัดทุกชนิด รวมทั้งอาหารที่เก็บถนอม โดยการใช้เกลือ เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ผักดองเค็ม หมูแฮม เบคอน และขนมปังเค็ม ชนิดต่างๆ
ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลวิภาวดี  

เจียวกู้หลานนำเสนอเรื่องโรคเบาหวาน


เจียวกู้หลานธรรมชาติ

 เจียวกู้หลานธรรมชาติให้คุณค่าสมุนไพรครบถ้วนกว่าน่าใช้กว่าราคาถูกกว่า ปลอดภัยจากสารเคมีเจือปน เจียวกู้หลานธรรมชาติจากยอดดอยของเชียงใหม่ ให้ประโยชน์ครบเครื่องกว่า ใช้บำรุงร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงให้อวัยวะ ใช้เสริมยาหมอให้การรักษาของหมอดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่อยู่ในการดูแลของแพทย์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง หลอดเลือดตีบอุดตัน สมุนไพรในเจียวกู้หลานมีคุณสมบัติเป็นสารอาหารเสริมสามารถใช้คู่กับยาหมอได้ดีไม่ขัดแย้ง ไม่ลดหรือทำลายสรรพคุณของยาหมอเห็นผลการรักษาของหมอได้ชัดเจน สมุนไพรในเจียวกู้หลานธรรมชาติเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพใช้ป้องกันเสริมสุขภาพให้แข็งแรงขึ้น ความเสื่อมของอวัยวะและขัดขวางการทำงานของอนุมูลอิสระ ปลอดภัยกว่าเจียวกู้หลานทั่วๆ ไป เพราะเป็นเจียวกู้หลานจากธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่งใดๆ เช่น สารเคมีป้องกันเชื้อรา สารเคมีป้องกันการบูดเน่า สารปรุงแต่งสี รสชาด และกลิ่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าของเม็ดเลือดต่ำลง เจียวกู้หลานธรรมชาติให้ประโยชน์ครบในตัวของสมุนไพรที่คุณไม่จำเป็นต้องเติมหรือเสริมสมุนไพรใดๆให้การจ่ายเงินซื้อผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มขึ้นไป เช่นนำเจียวกู้หลานมาผสมกับสมุนไพรอื่น อาทิเช่น ชามิกซ์ ต่างๆ ทำให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้นได้ผลเท่ากัน ชามิกซ์ส่วนใหญ่มีเจียวกู้หลานเป็นส่วนประกอบ
ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวาน
     โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น
โรคเบาหวานคืออะไร
     
อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท
ใครมีโอกาศเป็นโรคเบาหวาน
    โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50 นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกัน
อาการของโรคเบาหวาน
     โรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด
ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่ แผลที่เท้า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด สมองขาดเลือด โรคไตเสื่อม
การคัดกรองโรคเบาหวาน
     เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น
การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
     วิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
ทดสอบความทนต่อน้ำตาล การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
ชนิดของโรคเบาหวาน
     โรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวาน
หลักการรักษาโรคเบาหวาน
     หลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การงดบุหรี่ การดูแลสุขภาพทั่วๆไป การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด การรักษาโรคเบาหวาน
การดูแลโรคร่วม
     ผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นโรคทางmetabolic ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีหลายโรคที่มักจะพบร่วมกันได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การดูแลผู้ป่วยเบาที่มีโรคดังกล่าวร่วมด้วยจะมีความแตกต่าง ในเรื่องการเลือกยาที่ใช้รักษา และค่าเป้าหมายที่ต้องการ ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องมีเป้าหมายค่าความดันโลหิตต่ำกว่าคนทั่วไป และค่าไขมันก็ต่ำกว่าคนทั่วไป โรคที่พบร่วมบ่อยๆได้แก่ ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดสูง โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน
     โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวาจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่ ระบบประสาท ตา ไต หัวใจและหลอดเลือด ผิวหนัง ช่องปาก โรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
การรักษาโรคแทรกซ้อนเฉียบพลัน
     ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้แก่ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ นอกจากนั้นยังมีภาวะฉุกเฉินที่มักจะเกิดในผู้ป่วยเบาหวานได้แก่
ภาวะโลหิตเป็นพิษ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง
โรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลได้แก่
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจนหมดสติ
ภาวะคีโตซีส Ketoacidosis
เป้าหมายของการรักษาเบาหวาน
     โรคเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดจากกรมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม โรคเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาโรคเบาหวานจึงจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุม ความดันโลหิต
ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงเป้าหมาย
ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน ออกกำลังกาย ควบคุมระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยให้ใกล้เคียงปกติ
การรักษาเบาหวานที่ดีจะต้องมีระดับน้ำตาล และน้ำตาลเฉลี่ยดี ความดันโลหิต ระดับไขมัน น้ำหนัก การออกกำลังจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อ่านที่นี่
การติดตามและประเมินการรักษา
   ประเมินการรักษาโรคเบาหวานสามารถทำได้สองแบบคือ ประเมินด้วยแพทย์ ซึ่งแพทย์จะเจาะหาระดับน้ำตาล น้ำตาลเฉลี่ย การตรวจปัสสาวะหาโปรตีน การเจาะเลือดตรวจไขมัน การตรวจร่างกาย การวัดความดันโลหิต การตรวจตา การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น
ในบางกรณีที่ผู้ป่วยจะต้องเจาะเลือดด้วยตัวเอง เพื่อการควบคุมโรคเบาหวานให้ดีเพื่อลดโรคแทรกซ้อน
การป้องกันโรคเบาหวาน
แม้ว่าจะมียารักษาโรคเบาหวานเพิ่มเติม แต่ผลการรักษายังไม่ดี ประกอบกับจำนวนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหานมีมากขึ้น ผูป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อเบาหวานมีจำนวนมากขึ้น และอายุที่เป็นโรคเบาหวานมีอายุน้อยลง ดังนั้นการป้องกันโรคเบาจะต้องทำก่อนการเกิดโรคเบาหวานซึ่งการป้องกันทำได้โดย
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการใช้ยา การป้องกันโรคเบาหวาน
การใช้ยารักษาโรคเบาหวาน
     ยารักษาเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด แต่ละชนิดออกฤทธิ์ต่างกัน การเลือกใช้ยาอย่างถูกต้องจะป้องกันโรคแทรกซ้อนจากยา ยาเบาหวานแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มก็มีข้อบ่งชี้ในการใช้แตกต่างกัน